สเตอรอยด์ (อังกฤษ: steroid) เป็นลิพิดที่มีคุณสมบัติพิเศษ โดยที่โครงสร้างคาร์บอนจะเป็นวงแหวน 4 วงเชื่อมต่อกัน ความแตกต่างของชนิดสเตอรอยด์จะผันแปรไปตามฟังก์ชันนัลกรุป (functional group) ที่ติดอยู่กับวงแหวนเหล่านี้ มีสเตอรอยด์แตกต่างกันเป็นร้อยชนิดที่สามารถตรวจพบในพืชและสัตว์ ตัวอย่างบทบาทสำคัญของสเตอรอยด์ในระบบชีวิตส่วนใหญ่คือ การเป็นฮอร์โมน
ในสรีรวิทยาและการแพทย์ของมนุษย์ สารสเตอรอยด์ที่สำคัญส่วนใหญ่ คือ คอเลสเตอรอล, สเตอรอยด์, ฮอร์โมน และสารตั้งต้น (precursor) และ เมแทบอไลต์ คอเลสเตอรอลเป็นสารประกอบประเภท สเตอรอยด์แอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ เซลล์ เมมเบรน ในสัตว์ แต่อย่างไรก็ดีถ้ามันมีปริมาณมากเกินไปจะทำให้เกิดโรค และภาวะผิดปกติมากมาย เช่น ภาวะผนังเส้นโลหิตแดงหนาและมีความยึดหยุ่นน้อยลง (atherosclerosis) สเตอรอยด์อื่นส่วนใหญ่ถูกสังเคราะห์จาก คอเลสเตอรอลฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น ฮอร์โมนเพศ ของ สัตว์มีกระดูกสันหลัง (vertebrate) ก็เป็นสเตอรอยด์ที่สร้างจากคอเลสเตอรอล
สเตอรอยด์แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
แอแนบอลิก สเตอรอยด์ (Anabolic steroid) - นักกีฬา เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย
คอร์ติโคสเตอรอยด์ (Corticosteroid) - มีผลต่อ เมตาโบลิซึม และการกำจัด อิเล็กโตรไลต์
ฮอร์โมนเพศ - แอนโดรเจน เอสโตรเจน และ โปรเจสตาเจน
โปรฮอร์โมน (Prohormone) - เป็นสารตั้งต้นของของสเตอรอยด์ ฮอร์โมน
ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) - เป็นสเตอรอยด์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในพืช
สเตอรอยด์ฮอร์โมน ทำให้เกิดผลทางสรีรวิทยา โดยการเชื่อมกับสเตอรอยด์ฮอร์โมนรีเซพเตอร์ โปรตีนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในยีนทรานสคริปชั่น และการทำงานของเซลล์
วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553
หมูหยอง
ส่วนผสม
1. หมูเนื้อแดง 1 กก.
2. น้ำตาลทราย 200 กรัม
3. เกลือ 5 กรัม
4. ซีอิ้วขาว(soy sauce) 70 กรัม
5. ซีอิ้วดำ พอประมาณ
วิธีทำ
1. นำเนื้อหมูมาหั่นตามความยาวของเส้นใยกล้ามเนื้อ เป็นชิ้นขนาดยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร
2.นำไปต้มโดยใส่น้ำให้ท่วม ต้มจนเปื่อย นำขึ้นมาเลาะมันและเอ็นออกให้หมดฉีกหรือใส่ครกตำ แล้วนำไปคลุกกับเกลือ น้ำตาลทราย ซีอิ้วขาว ซีอิ้วดำ ถ้าแห้งมากน้ำตาลทรายไม่ละลาย ตักน้ำที่ได้จากการต้มหมูลงคลุกเคล้าเล็กน้อย จนกระทั่งน้ำตาลทรายละลายหมด หมักทิ้งไว้ 10 นาที
3.นำไปผัดในกระทะใช้ไฟอ่อนในตอนแรก และใช้ไฟแรงในตอนหลังเพื่อให้กรอบ การผัดไม่ควรยีมากเพราะจะทำให้หมูหยองป่น ใช้เวลาผัดประมาณ 2 1/2 – 3 ชั่วโมง
1. หมูเนื้อแดง 1 กก.
2. น้ำตาลทราย 200 กรัม
3. เกลือ 5 กรัม
4. ซีอิ้วขาว(soy sauce) 70 กรัม
5. ซีอิ้วดำ พอประมาณ
วิธีทำ
1. นำเนื้อหมูมาหั่นตามความยาวของเส้นใยกล้ามเนื้อ เป็นชิ้นขนาดยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร
2.นำไปต้มโดยใส่น้ำให้ท่วม ต้มจนเปื่อย นำขึ้นมาเลาะมันและเอ็นออกให้หมดฉีกหรือใส่ครกตำ แล้วนำไปคลุกกับเกลือ น้ำตาลทราย ซีอิ้วขาว ซีอิ้วดำ ถ้าแห้งมากน้ำตาลทรายไม่ละลาย ตักน้ำที่ได้จากการต้มหมูลงคลุกเคล้าเล็กน้อย จนกระทั่งน้ำตาลทรายละลายหมด หมักทิ้งไว้ 10 นาที
3.นำไปผัดในกระทะใช้ไฟอ่อนในตอนแรก และใช้ไฟแรงในตอนหลังเพื่อให้กรอบ การผัดไม่ควรยีมากเพราะจะทำให้หมูหยองป่น ใช้เวลาผัดประมาณ 2 1/2 – 3 ชั่วโมง
กาแฟ้ กาแฟ
กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากเมล็ดซึ่งได้จากต้นกาแฟ หรือมักเรียกว่า เมล็ดกาแฟ คั่ว มีการปลูกต้นกาแฟในมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก กาแฟเขียว (กาแฟซึ่งยังไม่ผ่านการคั่ว) เป็นหนึ่งในสินค้าทางการเกษตรซึ่งมีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลก[1] กาแฟมีส่วนประกอบของคาเฟอีน ทำให้มันมีสรรพคุณชูกำลังในมนุษย์ ปัจจุบัน กาแฟเป็นเครื่องดื่มซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก[2]
เป็นที่เชื่อกันว่าสรรพคุณชูกำลังจากเมล็ดของต้นกาแฟนั้นถูกพบเป็นครั้งแรกในเยเมน แถบอาระเบีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอธิโอเปีย และการปลูกต้นกาแฟในสมัยแรกได้แพร่ขยายในโลกอาหรับ[3] หลักฐานบันทึกว่าการดื่มกาแฟได้ปรากฎขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 อันเป็นหลักฐานซึ่งเชื่อถือได้และเก่าแก่ที่สุด ถูกพบในวิหารซูฟี ในเยเมน แถบอาระเบีย[3] จากโลกมุสลิม กาแฟได้แพร่ขยายไปยังทวีปยุโรป อินโดนีเซีย และทวีปอเมริกา[4] ในระหว่างที่กาแฟเริ่มเดินทางจากทวีปอเมริกาเหนือและตะวันออกกลางสู่ทวีปยุโรป กาแฟได้ถูกส่งผ่านไปยังซิซิลีและอิตาลีในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากนั้นผ่านตุรกีไปยังกรีซ ฮังการี และออสเตรียในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากอิตาลีและออสเตรีย กาแฟได้แพร่ขยายไปยังส่วนที่เหลือของทวีปยุโรป กาแฟได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคมหลายแห่งตลอดประวัติศาสตร์ ในแอฟริกาและเยเมน มันถูกใช้ร่วมกับพิธีกรรมทางศาสนา ผลที่ตามมาคือ ศาสนจักรเอธิโอเปีย ได้สั่งห้ามการบริโภคกาแฟตลอดกาล จนกระทั่งถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเมเนลิกที่ 2[5] มันยังได้ถูกห้ามในจักรวรรดิออตโตมันระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 เนื่องจากสาเหตุทางการเมือง[6] และมีส่วนเกี่ยวพันกับกิจกรรมทางการเมืองหัวรุนแรงในทวีปยุโรป
ผลกาแฟ ซึ่งบรรจุเมล็ดกาแฟ เป็นผลผลิตจากไม้พุ่มไม่ผลัดใบขนาดเล็กในจีนัส Coffea หลายสปีชีส์ โดยสายพันธุ์ที่มีการปลูกโดยทั่วไปมากที่สุด ได้แก่ Coffea arabica และรูปแบบ "โรบัสต้า" ซึ่งมีรสเข้มกว่าของ Coffea canephora ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวมีความทนทานต่อราสนิมใบกาแฟ (Hemileia vastatrix) ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง สายพันธุ์กาแฟทั้งคู่มีการปลูกในละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปแอฟริกา เมื่อสุกแล้ว ผลดังกล่าวจะถูกเก็บรวบรวม นำไปผ่านกรรมวิธีและทำให้แห้ง หลังจากนั้น เมล็ดจะถูกคั่วในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรสชาติที่ต้องการ และจะถูกบดและบ่มเพื่อผลิตกาแฟ กาแฟสามารถตระเตรียมและนำเสนอได้ในหลายวิธี
เป็นที่เชื่อกันว่าสรรพคุณชูกำลังจากเมล็ดของต้นกาแฟนั้นถูกพบเป็นครั้งแรกในเยเมน แถบอาระเบีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอธิโอเปีย และการปลูกต้นกาแฟในสมัยแรกได้แพร่ขยายในโลกอาหรับ[3] หลักฐานบันทึกว่าการดื่มกาแฟได้ปรากฎขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 อันเป็นหลักฐานซึ่งเชื่อถือได้และเก่าแก่ที่สุด ถูกพบในวิหารซูฟี ในเยเมน แถบอาระเบีย[3] จากโลกมุสลิม กาแฟได้แพร่ขยายไปยังทวีปยุโรป อินโดนีเซีย และทวีปอเมริกา[4] ในระหว่างที่กาแฟเริ่มเดินทางจากทวีปอเมริกาเหนือและตะวันออกกลางสู่ทวีปยุโรป กาแฟได้ถูกส่งผ่านไปยังซิซิลีและอิตาลีในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากนั้นผ่านตุรกีไปยังกรีซ ฮังการี และออสเตรียในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากอิตาลีและออสเตรีย กาแฟได้แพร่ขยายไปยังส่วนที่เหลือของทวีปยุโรป กาแฟได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคมหลายแห่งตลอดประวัติศาสตร์ ในแอฟริกาและเยเมน มันถูกใช้ร่วมกับพิธีกรรมทางศาสนา ผลที่ตามมาคือ ศาสนจักรเอธิโอเปีย ได้สั่งห้ามการบริโภคกาแฟตลอดกาล จนกระทั่งถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเมเนลิกที่ 2[5] มันยังได้ถูกห้ามในจักรวรรดิออตโตมันระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 เนื่องจากสาเหตุทางการเมือง[6] และมีส่วนเกี่ยวพันกับกิจกรรมทางการเมืองหัวรุนแรงในทวีปยุโรป
ผลกาแฟ ซึ่งบรรจุเมล็ดกาแฟ เป็นผลผลิตจากไม้พุ่มไม่ผลัดใบขนาดเล็กในจีนัส Coffea หลายสปีชีส์ โดยสายพันธุ์ที่มีการปลูกโดยทั่วไปมากที่สุด ได้แก่ Coffea arabica และรูปแบบ "โรบัสต้า" ซึ่งมีรสเข้มกว่าของ Coffea canephora ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวมีความทนทานต่อราสนิมใบกาแฟ (Hemileia vastatrix) ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง สายพันธุ์กาแฟทั้งคู่มีการปลูกในละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปแอฟริกา เมื่อสุกแล้ว ผลดังกล่าวจะถูกเก็บรวบรวม นำไปผ่านกรรมวิธีและทำให้แห้ง หลังจากนั้น เมล็ดจะถูกคั่วในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรสชาติที่ต้องการ และจะถูกบดและบ่มเพื่อผลิตกาแฟ กาแฟสามารถตระเตรียมและนำเสนอได้ในหลายวิธี
ไก่ทอด ปาปริก้า น่าลอง แต่ หาซื้อได้ยากอะ
ไก่ทอดปาปริก้า มีกลิ่นหอม กรอบนอก นุ่มใน ไม่เลี่ยน รสชาติกลมกล่อมลงตัว
บางครั้งของใกล้ตัวที่ดูธรรมดา ก็อาจจะสามารถสร้างอาชีพได้ และหากรู้จักนำมาพลิกแพลงดัดแปลงให้มีจุดเด่น ก็อาจจะเป็นอาชีพที่ทำเงินได้อย่างน่าชื่นใจ อย่าง ไก่ทอด อาหารที่นิยมทานกันทุกภาค มีคนทำขายทั่วไป ถ้ามีทำเลเหมาะสม และมีสูตรใหม่ ๆ แปลก ๆ ก็สามารถจะเป็น ช่องทางทำกิน ที่ดีได้
ชัยวัฒน์ บงกชเกตุสกุล หรือ แชมป์ อายุ 27 ปี เป็นเจ้าของธุรกิจ ไก่ทอดปาปริก้า เจ้าตัวเล่าให้ฟังถึงที่มาของธุรกิจนี้ว่า ครอบครัวทำธุรกิจขายอาหารมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ หลังเรียนจบสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ก็รับช่วงทำธุรกิจอาหารต่อจากคุณพ่อ ซึ่งเป็นธุรกิจเฉาก๊วยโบราณ โดยนำความรู้ที่เรียนมาปรับปรุงพัฒนาสินค้าให้มีเอกลักษณ์เฉพาะและมีจุดขาย ที่น่าสนใจ ต่อยอดเป็นธุรกิจเฉาก๊วยปั่นเกล็ดหิมะ แล้วเพิ่มเติมตามด้วยข้าวเกรียบกุ้ง ลูกชิ้นปลาทอด แกงไตปลาแห้ง และไก่ทอดปาปริก้า
เพราะครอบครัวทำธุรกิจอาหาร ทำให้ผมชีวิตคลุกคลีอยู่กับอาหารมาตั้งแต่เล็กจนโต ปลูกฝังนิสัยให้เป็นคนชอบกินและชอบคิดทำอาหารต่าง ๆ ออกมาเรื่อยๆ อย่างผลิตภัณฑ์ล่าสุดคือ ไก่ทอดปาปริก้า ที่ทำก็เพราะเท่าที่สำรวจดูคนไทยชอบกินไก่ทอด เพราะเป็นอาหารที่กินง่าย จะเห็นได้ว่าที่ไหน ๆ ก็มีขาย แต่จะขายดีหรือเปล่านั้นก็แล้วแต่รสชาติแต่ละเจ้า จึงตัดสินใจซื้อสูตรไก่ทอดมา นำมาปรับปรุงเพิ่มเติมให้เป็นรสชาติเฉพาะของผมเอง คือไก่ทอดปาปริก้า มีกลิ่นหอม กรอบนอก นุ่มใน ไม่เลี่ยน รสชาติกลมกล่อมลงตัว
การทำอาชีพนี้ อุปกรณ์หลัก ๆ ก็มี… เตาแก๊ส, กระทะใบบัว, ตะหลิว, ตะแกรง, กะละมัง, ถาดสแตนเลสขนาดใหญ่, ตาชั่งขนาดเล็ก, ช้อนตวง และเครื่องครัวอื่น ๆ
ส่วนวัตถุดิบ ตามสูตรก็คือ… ไก่ (ปีกกลาง) 10 กิโลกรัม ต่อผงปรุงรส 100 กรัม, พริกไทยดำป่น 100 กรัม, เกลือ 150 กรัม, ซอสปรุงรส, แป้งข้าวโพด, น้ำมันปาล์ม, ใบเตย, น้ำสะอาด และขาดไม่ได้คือ ผงปาปริก้า
ขั้นตอนการทำไก่ทอดปาปริก้าเริ่มจากนำไก่ปีกกลางที่เตรียมไว้มาล้างให้สะอาด ตั้งพักให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไก่ที่ได้มาทำการ นวดให้ทั่วทุกปีก ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นเคล็ดลับที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้เนื้อไก่มีความนุ่มละมุนลิ้น อร่อยยิ่งขึ้น ปีกไก่ที่นวดแล้วนำมาผ่าตามแนวกระดูก ตั้งพักไว้ในกะละมังสักครู่
ต่อไปเป็นขั้นตอนผสมเครื่องปรุง โดยนำเอาผงปรุงรส, ซอสปรุงรส, ผงปาปริก้า และพริกไทยดำป่น มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นก็นำเอาปีกไก่ที่เตรียมไว้ใส่ลงไปผสมกับเครื่องปรุง เคล้าให้ปีกไก่กับเครื่องปรุงเข้ากันให้ทั่ว แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้เครื่องปรุงเข้าถึงเนื้อไก่
หมักตามเวลาแล้วก็นำแป้งข้าวโพดมารโรยใส่ในปีกไก่หมักพอประมาณ ถ้าข้นก็ให้เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย ทำการคลุกเคล้ากันให้ทั่วอีกครั้ง จากนั้นก็เตรียมทอดได้เลย
ขั้นตอนการทอด
นำกระทะตั้งไฟ ใส่นำมันมาก ๆ รอให้น้ำมันร้อนจัดจึงค่อยนำไก่ที่เตรียมไว้ใส่ลงไปทอด การใส่ไก่ตอนน้ำมันร้อนจัดก็เพื่อไม่ให้เนื้อไก่ติดกระทะเวลาทอด ใช้ตะหลิวคนและทำการกลับไก่ 3-4 ครั้ง ให้สุกทั่ว ใส่ใบเตยที่ตัดขนาด 1 นิ้วใส่ตามลงไป เพื่อให้ปีกไก่มีกลิ่นหอมและมีสีสันน่ากินยิ่งขึ้น ทอดให้สุกเหลือง จึงค่อยตักขึ้นมาซับน้ำมัน ก็พร้อมรับประทาน พร้อมจำหน่ายได้เลย
แชมป์บอกว่า ปีกไก่ 1 กิโลกรัม เวลาทอดแล้วไก่จะมีน้ำหนักเหลือประมาณ 6 ขีด
สำหรับราคาขายคือ ขีดละ 35 บาท (3 ขีด 100 บาท จะทำให้ขายง่ายขึ้น )
ใครที่กำลังมองหาอาชีพขายอาหารที่ลงทุนน้อย ก็ลองขาย ไก่ทอด ดู ส่วนใครสนใจ ไก่ทอดปาปริก้า เจ้านี้เขาขายอยู่แถวดอนเมือง ร้านอยู่ข้างตึกเจ้เล้ง ซึ่งคุณแชมป์ยังรับออกบูธ งานเลี้ยงสังสรรค์ต่าง ๆ และยังมีโครงการขยายสาขาเพิ่มเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ ใครต้องการติดต่อก็ โทร.08-4770-0599, 08-9078-6565
บางครั้งของใกล้ตัวที่ดูธรรมดา ก็อาจจะสามารถสร้างอาชีพได้ และหากรู้จักนำมาพลิกแพลงดัดแปลงให้มีจุดเด่น ก็อาจจะเป็นอาชีพที่ทำเงินได้อย่างน่าชื่นใจ อย่าง ไก่ทอด อาหารที่นิยมทานกันทุกภาค มีคนทำขายทั่วไป ถ้ามีทำเลเหมาะสม และมีสูตรใหม่ ๆ แปลก ๆ ก็สามารถจะเป็น ช่องทางทำกิน ที่ดีได้
ชัยวัฒน์ บงกชเกตุสกุล หรือ แชมป์ อายุ 27 ปี เป็นเจ้าของธุรกิจ ไก่ทอดปาปริก้า เจ้าตัวเล่าให้ฟังถึงที่มาของธุรกิจนี้ว่า ครอบครัวทำธุรกิจขายอาหารมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ หลังเรียนจบสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ก็รับช่วงทำธุรกิจอาหารต่อจากคุณพ่อ ซึ่งเป็นธุรกิจเฉาก๊วยโบราณ โดยนำความรู้ที่เรียนมาปรับปรุงพัฒนาสินค้าให้มีเอกลักษณ์เฉพาะและมีจุดขาย ที่น่าสนใจ ต่อยอดเป็นธุรกิจเฉาก๊วยปั่นเกล็ดหิมะ แล้วเพิ่มเติมตามด้วยข้าวเกรียบกุ้ง ลูกชิ้นปลาทอด แกงไตปลาแห้ง และไก่ทอดปาปริก้า
เพราะครอบครัวทำธุรกิจอาหาร ทำให้ผมชีวิตคลุกคลีอยู่กับอาหารมาตั้งแต่เล็กจนโต ปลูกฝังนิสัยให้เป็นคนชอบกินและชอบคิดทำอาหารต่าง ๆ ออกมาเรื่อยๆ อย่างผลิตภัณฑ์ล่าสุดคือ ไก่ทอดปาปริก้า ที่ทำก็เพราะเท่าที่สำรวจดูคนไทยชอบกินไก่ทอด เพราะเป็นอาหารที่กินง่าย จะเห็นได้ว่าที่ไหน ๆ ก็มีขาย แต่จะขายดีหรือเปล่านั้นก็แล้วแต่รสชาติแต่ละเจ้า จึงตัดสินใจซื้อสูตรไก่ทอดมา นำมาปรับปรุงเพิ่มเติมให้เป็นรสชาติเฉพาะของผมเอง คือไก่ทอดปาปริก้า มีกลิ่นหอม กรอบนอก นุ่มใน ไม่เลี่ยน รสชาติกลมกล่อมลงตัว
การทำอาชีพนี้ อุปกรณ์หลัก ๆ ก็มี… เตาแก๊ส, กระทะใบบัว, ตะหลิว, ตะแกรง, กะละมัง, ถาดสแตนเลสขนาดใหญ่, ตาชั่งขนาดเล็ก, ช้อนตวง และเครื่องครัวอื่น ๆ
ส่วนวัตถุดิบ ตามสูตรก็คือ… ไก่ (ปีกกลาง) 10 กิโลกรัม ต่อผงปรุงรส 100 กรัม, พริกไทยดำป่น 100 กรัม, เกลือ 150 กรัม, ซอสปรุงรส, แป้งข้าวโพด, น้ำมันปาล์ม, ใบเตย, น้ำสะอาด และขาดไม่ได้คือ ผงปาปริก้า
ขั้นตอนการทำไก่ทอดปาปริก้าเริ่มจากนำไก่ปีกกลางที่เตรียมไว้มาล้างให้สะอาด ตั้งพักให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไก่ที่ได้มาทำการ นวดให้ทั่วทุกปีก ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นเคล็ดลับที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้เนื้อไก่มีความนุ่มละมุนลิ้น อร่อยยิ่งขึ้น ปีกไก่ที่นวดแล้วนำมาผ่าตามแนวกระดูก ตั้งพักไว้ในกะละมังสักครู่
ต่อไปเป็นขั้นตอนผสมเครื่องปรุง โดยนำเอาผงปรุงรส, ซอสปรุงรส, ผงปาปริก้า และพริกไทยดำป่น มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นก็นำเอาปีกไก่ที่เตรียมไว้ใส่ลงไปผสมกับเครื่องปรุง เคล้าให้ปีกไก่กับเครื่องปรุงเข้ากันให้ทั่ว แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้เครื่องปรุงเข้าถึงเนื้อไก่
หมักตามเวลาแล้วก็นำแป้งข้าวโพดมารโรยใส่ในปีกไก่หมักพอประมาณ ถ้าข้นก็ให้เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย ทำการคลุกเคล้ากันให้ทั่วอีกครั้ง จากนั้นก็เตรียมทอดได้เลย
ขั้นตอนการทอด
นำกระทะตั้งไฟ ใส่นำมันมาก ๆ รอให้น้ำมันร้อนจัดจึงค่อยนำไก่ที่เตรียมไว้ใส่ลงไปทอด การใส่ไก่ตอนน้ำมันร้อนจัดก็เพื่อไม่ให้เนื้อไก่ติดกระทะเวลาทอด ใช้ตะหลิวคนและทำการกลับไก่ 3-4 ครั้ง ให้สุกทั่ว ใส่ใบเตยที่ตัดขนาด 1 นิ้วใส่ตามลงไป เพื่อให้ปีกไก่มีกลิ่นหอมและมีสีสันน่ากินยิ่งขึ้น ทอดให้สุกเหลือง จึงค่อยตักขึ้นมาซับน้ำมัน ก็พร้อมรับประทาน พร้อมจำหน่ายได้เลย
แชมป์บอกว่า ปีกไก่ 1 กิโลกรัม เวลาทอดแล้วไก่จะมีน้ำหนักเหลือประมาณ 6 ขีด
สำหรับราคาขายคือ ขีดละ 35 บาท (3 ขีด 100 บาท จะทำให้ขายง่ายขึ้น )
ใครที่กำลังมองหาอาชีพขายอาหารที่ลงทุนน้อย ก็ลองขาย ไก่ทอด ดู ส่วนใครสนใจ ไก่ทอดปาปริก้า เจ้านี้เขาขายอยู่แถวดอนเมือง ร้านอยู่ข้างตึกเจ้เล้ง ซึ่งคุณแชมป์ยังรับออกบูธ งานเลี้ยงสังสรรค์ต่าง ๆ และยังมีโครงการขยายสาขาเพิ่มเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ ใครต้องการติดต่อก็ โทร.08-4770-0599, 08-9078-6565
วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553
ง่าย ๆ ถ้าคุณทำได้...
เคล็ดลับหน้าใส ใครๆก็ต้องการทรายกันทั้งนั้น จริงมั้ยคะ? วันนี้โบว์มี 8 เคล็ดลับวิธีทำหน้าใสได้อย่างใจคิดมาฝากกันค่ะ
ข้อแรกนะคะ ถ้าเป็นคนที่ชอบแต่งหน้า เราก็ควรที่จะรู้จักวิธีเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าของเราอย่างถูกวิธี เพื่อผิวหน้าของเราจะได้สะอาด หน้าใสไร้สิวนะจ๊ะ
2. ล้างหน้าให้สะอาดและถูกวิธี เพื่อผิวสวยหน้าใส โดยเลือกสบู่ล้างหน้าให้เหมาะกับผิวของตนเองนะคะ อย่างเช่น ถ้าเป็นคนผิวมัน ก็ควรเลือกใช้สบู่แบบออยล์คอนโทรล เป็นต้นค่ะ และไม่ควรหน้าล้างเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้นได้นะคะ
3. ก่อนล้างหน้าควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน หลังจากนั้นใช้สบู่ล้างหน้าและล้างฟองออกด้วยน้ำเย็น เพื่อปิดรูขุมขนค่ะ ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูเบาๆและใช้สำลีชุบโทนเนอร์เช็ดหน้าอีกครั้งค่ะ เพื่อกระชับรูขุมขน
4. หลังจากล้างหน้าทุกครั้ง ควรทาครีมบำรุงผิว เพื่อทดแทนความชุ่มชื่นที่เสียไปจากการล้างหน้า เพื่อป้องกันริ้วรอยและรอยหมองคล้ำต่างๆก่อนวัยอันควรจ๊ะ
5. หาเวลาว่าง พอกหน้าและขัดหน้าสัปดาห์ละ1ครั้งนะค่ะ เพื่อเป็นการทำความสะอาดผิวหน้าที่ลึกซึ้งมากกว่าการล้างหน้าตามปกติ บำรุงผิวไปในตัว และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นค่ะ เพื่อผิวพรรณที่สวย หน้าใสเปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดีคะ
6. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าและดื่มน้ำสะอาด ให้มากๆค่ะ อย่างเช่น ผักสดและผลไม้สดค่ะ ดีต่อผิวของเรานะจ๊ะ
7. ออกกำลังเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินเพื่อช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และหน้าใสมีเลือดฝาดค่ะ
8. ยิ้มร่าเริงแจ่มใส ทำใจให้สดชื่น เพราะจิตใจมีผลควบคู่ไปกับร่างกาย ผิวพรรณและสุขภาพที่ดีนะคะ
ข้อแรกนะคะ ถ้าเป็นคนที่ชอบแต่งหน้า เราก็ควรที่จะรู้จักวิธีเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าของเราอย่างถูกวิธี เพื่อผิวหน้าของเราจะได้สะอาด หน้าใสไร้สิวนะจ๊ะ
2. ล้างหน้าให้สะอาดและถูกวิธี เพื่อผิวสวยหน้าใส โดยเลือกสบู่ล้างหน้าให้เหมาะกับผิวของตนเองนะคะ อย่างเช่น ถ้าเป็นคนผิวมัน ก็ควรเลือกใช้สบู่แบบออยล์คอนโทรล เป็นต้นค่ะ และไม่ควรหน้าล้างเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้นได้นะคะ
3. ก่อนล้างหน้าควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน หลังจากนั้นใช้สบู่ล้างหน้าและล้างฟองออกด้วยน้ำเย็น เพื่อปิดรูขุมขนค่ะ ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูเบาๆและใช้สำลีชุบโทนเนอร์เช็ดหน้าอีกครั้งค่ะ เพื่อกระชับรูขุมขน
4. หลังจากล้างหน้าทุกครั้ง ควรทาครีมบำรุงผิว เพื่อทดแทนความชุ่มชื่นที่เสียไปจากการล้างหน้า เพื่อป้องกันริ้วรอยและรอยหมองคล้ำต่างๆก่อนวัยอันควรจ๊ะ
5. หาเวลาว่าง พอกหน้าและขัดหน้าสัปดาห์ละ1ครั้งนะค่ะ เพื่อเป็นการทำความสะอาดผิวหน้าที่ลึกซึ้งมากกว่าการล้างหน้าตามปกติ บำรุงผิวไปในตัว และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นค่ะ เพื่อผิวพรรณที่สวย หน้าใสเปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดีคะ
6. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าและดื่มน้ำสะอาด ให้มากๆค่ะ อย่างเช่น ผักสดและผลไม้สดค่ะ ดีต่อผิวของเรานะจ๊ะ
7. ออกกำลังเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินเพื่อช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และหน้าใสมีเลือดฝาดค่ะ
8. ยิ้มร่าเริงแจ่มใส ทำใจให้สดชื่น เพราะจิตใจมีผลควบคู่ไปกับร่างกาย ผิวพรรณและสุขภาพที่ดีนะคะ
ผลไม้ ลดความอ้วน
การจำกัดปริมาณอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับคุณผู้หญิง เพราะไหนจะต้องทนต่อความหิวจนกว่าจะผอม แต่พอผอมสมใจกลับโดนทักว่าทำไมดูซีดเซียว ไม่สดชื่น อวบอั๋นเหมือนตอนก่อนลดน้ำหนัก การรับประทานผลไม้จึงเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งการลดน้ำหนัก และการมีสุขภาพที่สดใส เพราะผลไม้ประกอบไปด้วยเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องมีน้ำตาลธรรมชาติที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว และนำไปใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ ผลไม้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอีกนับไม่ถ้วน ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ไม่ทรุดโทรม จึงเหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นที่สุด เมื่อถามคนใกล้ตัวว่า "อยากลดน้ำหนักจะทานผลไม้อะไรดี?" เชื่อว่าคงได้คำตอบกว่าครึ่งเป็นผลไม้รูปร่างอวบอัดที่ชื่อว่า "แอปเปิ้ล" แน่ ๆ เพราะแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่มีสีสันชวนรับประทาน เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติอร่อย กลิ่นหอม มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หาทานได้ง่าย ราคาไม่แพง และที่สำคัญคือไม่ทำให้อ้วน
แอปเปิ้ลจึงได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก" กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ผล ร่างกายแข็งแรง แอปเปิ้ลให้สารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและวิตามินซีเป็นหลัก ซึ่งปริมาณวิตามินซีจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว และความสด เนื้อแอปเปิ้ล 100 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 6 มิลลิกรัม และให้พลังงานราว 59 แคลอรี ไม่ทำให้อ้วน แต่แอปเปิ้ลก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์ชนิดอื่นทดแทน แบบที่เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าผลไม้อื่นแต่อย่างใด พลังงานที่ได้จากแอปเปิ้ลมีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจคือ แอปเปิ้ลจะให้พลังงานค่อนข้างต่ำและค่อยเป็นค่อยไป เพราะแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ลคือ น้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นน้ำตาลที่เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกายช่วยให้ไม่รู้สึกหิว อิ่มนาน ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูงเร็วเหมือนกินขนมหวาน จึงเหมาะกับคนไข้เบาหวานด้วยเช่นกัน เปลือกและเนื้อของแอปเปิ้ลมีเส้นใยอาหารที่ชื่อว่า "เพคติน" ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก ช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานเป็นปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และยังช่วยจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่และสารอาหารที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 6 ไบโอติน กรดโฟลิก กรดแพนโทเธอนิค เกลือแร่ คลอไรด์ เหล็ก ทองแดง แมกกานีส แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม ซิลิคอน และยังมีกรดอินทรีย์ 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริก ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน สารอาหารเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะวิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในแอปเปิ้ล จะช่วยป้องกันโรคหัวใจในผู้ที่รับประทานเป็นประจำ แอปเปิ้ลเขียว หรือแอปเปิ้ลแดง ที่มีประโยชน์มากกว่ากัน เมื่อวิเคราะห์จากคุณค่าสารอาหารต่าง ๆ เปรียบเทียบระหว่างแอปเปิ้ลเขียวและแอปเปิ้ลแดง พบว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่แอปเปิ้ลแดงมีเหนือกว่าเล็กน้อยคือ ปริมาณของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์นั่นเอง ดื่มน้ำแอปเปิ้ล ก็ได้ประโยชน์เท่ากินทั้งลูก? จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะพบว่าประโยชน์ของแอปเปิ้ลมาจากองค์ประกอบ 3 ตัวด้วยกันคือ จากเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระที่มีมากบริเวณเปลือก และจากน้ำตาลฟรักโทสที่มีมากในเนื้อแอปเปิ้ล ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำแอปเปิ้ล ควรเลือกวิธีการปั่นทั้งผล โดยไม่ต้องปอกเปลือก เพราะหากใช้วิธีคั้นน้ำ จะทำให้ได้เฉพาะน้ำตาลและสารต้านอนุมูลอิสระอีกเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้อ้วนได้มากกว่าเดิม และไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดจากแอปเปิ้ลอย่างครบถ้วน กินแอปเปิ้ลอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ในแง่โภชนาการ แอปเปิ้ลไม่ใช่ผลไม้ที่มีวิตามินหรือแร่ธาตุในปริมาณสูงมากนัก เมื่อเทียบกับกล้วย ฝรั่งหรือส้ม แต่หากทานแอปเปิ้ลวันละ 2-4 ลูก โดยไม่ปอกเปลือกก็จะได้รับเส้นใยอาหารและสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ ในปัจจุบันมีการกล่าวอ้างสรรพคุณของแอปเปิ้ลมากมาย เช่น บำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่และฆ่าเชื้อไวรัส ซึ่งหากต้องการจะรับประทานแอปเปิ้ลสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมน้ำหนักแล้ว ก็ควรต้องทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผักผลไม้อื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย
แอปเปิ้ลจึงได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก" กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ผล ร่างกายแข็งแรง แอปเปิ้ลให้สารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและวิตามินซีเป็นหลัก ซึ่งปริมาณวิตามินซีจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว และความสด เนื้อแอปเปิ้ล 100 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 6 มิลลิกรัม และให้พลังงานราว 59 แคลอรี ไม่ทำให้อ้วน แต่แอปเปิ้ลก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์ชนิดอื่นทดแทน แบบที่เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าผลไม้อื่นแต่อย่างใด พลังงานที่ได้จากแอปเปิ้ลมีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจคือ แอปเปิ้ลจะให้พลังงานค่อนข้างต่ำและค่อยเป็นค่อยไป เพราะแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ลคือ น้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นน้ำตาลที่เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกายช่วยให้ไม่รู้สึกหิว อิ่มนาน ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูงเร็วเหมือนกินขนมหวาน จึงเหมาะกับคนไข้เบาหวานด้วยเช่นกัน เปลือกและเนื้อของแอปเปิ้ลมีเส้นใยอาหารที่ชื่อว่า "เพคติน" ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก ช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานเป็นปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และยังช่วยจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่และสารอาหารที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 6 ไบโอติน กรดโฟลิก กรดแพนโทเธอนิค เกลือแร่ คลอไรด์ เหล็ก ทองแดง แมกกานีส แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม ซิลิคอน และยังมีกรดอินทรีย์ 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริก ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน สารอาหารเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะวิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในแอปเปิ้ล จะช่วยป้องกันโรคหัวใจในผู้ที่รับประทานเป็นประจำ แอปเปิ้ลเขียว หรือแอปเปิ้ลแดง ที่มีประโยชน์มากกว่ากัน เมื่อวิเคราะห์จากคุณค่าสารอาหารต่าง ๆ เปรียบเทียบระหว่างแอปเปิ้ลเขียวและแอปเปิ้ลแดง พบว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่แอปเปิ้ลแดงมีเหนือกว่าเล็กน้อยคือ ปริมาณของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์นั่นเอง ดื่มน้ำแอปเปิ้ล ก็ได้ประโยชน์เท่ากินทั้งลูก? จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะพบว่าประโยชน์ของแอปเปิ้ลมาจากองค์ประกอบ 3 ตัวด้วยกันคือ จากเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระที่มีมากบริเวณเปลือก และจากน้ำตาลฟรักโทสที่มีมากในเนื้อแอปเปิ้ล ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำแอปเปิ้ล ควรเลือกวิธีการปั่นทั้งผล โดยไม่ต้องปอกเปลือก เพราะหากใช้วิธีคั้นน้ำ จะทำให้ได้เฉพาะน้ำตาลและสารต้านอนุมูลอิสระอีกเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้อ้วนได้มากกว่าเดิม และไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดจากแอปเปิ้ลอย่างครบถ้วน กินแอปเปิ้ลอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ในแง่โภชนาการ แอปเปิ้ลไม่ใช่ผลไม้ที่มีวิตามินหรือแร่ธาตุในปริมาณสูงมากนัก เมื่อเทียบกับกล้วย ฝรั่งหรือส้ม แต่หากทานแอปเปิ้ลวันละ 2-4 ลูก โดยไม่ปอกเปลือกก็จะได้รับเส้นใยอาหารและสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ ในปัจจุบันมีการกล่าวอ้างสรรพคุณของแอปเปิ้ลมากมาย เช่น บำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่และฆ่าเชื้อไวรัส ซึ่งหากต้องการจะรับประทานแอปเปิ้ลสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมน้ำหนักแล้ว ก็ควรต้องทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผักผลไม้อื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย
วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553
H
วิตามินเอช (BIOTIN)
ไบโอติน หรือ vitamin H จัดเป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามิน บี จำเป็นสำหรับขบวนการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย เช่น การเติมคาร์บอนไดออกไซด์ให้แก่สารประกอบ หรือเอาคาร์บอนไดออกไซต์ออกจากสารประกอบ จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์เอนไซม์ในร่างกาย ช่วยบำรุงผิวหนัง ผม กล้ามเนื้อ และประสาท อาหารที่อุดมไปด้วยไบโอติน ได้แก่ ตับหมู ไตวัว เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิรต์ ผักต่างๆโดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี เห็ด แครอท แต่ก็ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณของวิตามินที่ร่างกายต้องการในแต่ละ วัน วิตามินนี้จะถูกสังเคราะห์โดยจุลินทรีย์ในลำไส้ ไบโอตินเป็นกรดที่มีกำมะถันอยู่ด้วยในโมเลกุล ผลึกของ ไบโอตินเป็นรูปเข็มยาว ในธรรมชาติมักเกิดรวมอยู่กับกรดอะมิโนไลซีน ระดับของไบโอตินในเซรุ่มของคนปกติอยู่ระหว่าง 213-404 นาโนกรัม/มล. สาเหตุหนึ่งที่ร่างกายอาจขาดไบโอตินได้ก็คือ การรับประทานไข่ขาวดิบในปริมาณมากเป็นระยะเวลานานๆ ทั้งนี้เพราะในไข่ขาวมีสารที่จะทำลายไบโอติน เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ
* ข้อมูลทั่วไป o วิตามิน H หรือไบโอติน จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งสามารถละลายน้ำได้ วิตามินตัวนี้จะพบได้ในทุกเซลล์ในร่างกาย แต่พบว่ามีปริมาณน้อย โดยพบว่าพบมากที่ตับและไต ของร่างกาย ร่างกายสามารถสร้างได้เอง โดยแบคทีเรียจากลำไส้ o คุณสมบัติ เป็นผลึกรูปเข็ม ไม่มีสี ทนต่อความร้อน แสงสว่าง กรดและด่าง ละลายได้ดีในน้ำร้อนและแอลกอฮอล์ * ประโยชน์ต่อร่างกาย o ทำ หน้าที่เป็นโคเอนไซม์ในขบวนการต่างๆของร่างการ เช่น กระบวนการเผาพลาญของร่างกาย ขบวนการสร้างกรดไขมัน พิวรีน เป็นตัวส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยผลิตฮอร์โมนเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ และอินซูลิน อีกทั้งยังรักษาสุขภาพของผิวหนัง ผม ต่อม เหงื่อ และกระดูกอ่อนอีกด้วย * แหล่งที่พบ o จะ พบทั่วไปในแหล่งอาหารธรรมชาติ แต่พบมากในเครื่องในสัตว์ เช่น ตับหมู ไตหมู รวมทั้งพวก เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวโพด ข้าวกล้อง ไข่แดง ถั่ว ยีสต์ ผักเช่น ดอกกะหล่ำปลี แครอท และพบในผลไม้ได้บ้าง
ไบโอติน หรือ vitamin H จัดเป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามิน บี จำเป็นสำหรับขบวนการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย เช่น การเติมคาร์บอนไดออกไซด์ให้แก่สารประกอบ หรือเอาคาร์บอนไดออกไซต์ออกจากสารประกอบ จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์เอนไซม์ในร่างกาย ช่วยบำรุงผิวหนัง ผม กล้ามเนื้อ และประสาท อาหารที่อุดมไปด้วยไบโอติน ได้แก่ ตับหมู ไตวัว เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิรต์ ผักต่างๆโดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี เห็ด แครอท แต่ก็ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณของวิตามินที่ร่างกายต้องการในแต่ละ วัน วิตามินนี้จะถูกสังเคราะห์โดยจุลินทรีย์ในลำไส้ ไบโอตินเป็นกรดที่มีกำมะถันอยู่ด้วยในโมเลกุล ผลึกของ ไบโอตินเป็นรูปเข็มยาว ในธรรมชาติมักเกิดรวมอยู่กับกรดอะมิโนไลซีน ระดับของไบโอตินในเซรุ่มของคนปกติอยู่ระหว่าง 213-404 นาโนกรัม/มล. สาเหตุหนึ่งที่ร่างกายอาจขาดไบโอตินได้ก็คือ การรับประทานไข่ขาวดิบในปริมาณมากเป็นระยะเวลานานๆ ทั้งนี้เพราะในไข่ขาวมีสารที่จะทำลายไบโอติน เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ
* ข้อมูลทั่วไป o วิตามิน H หรือไบโอติน จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งสามารถละลายน้ำได้ วิตามินตัวนี้จะพบได้ในทุกเซลล์ในร่างกาย แต่พบว่ามีปริมาณน้อย โดยพบว่าพบมากที่ตับและไต ของร่างกาย ร่างกายสามารถสร้างได้เอง โดยแบคทีเรียจากลำไส้ o คุณสมบัติ เป็นผลึกรูปเข็ม ไม่มีสี ทนต่อความร้อน แสงสว่าง กรดและด่าง ละลายได้ดีในน้ำร้อนและแอลกอฮอล์ * ประโยชน์ต่อร่างกาย o ทำ หน้าที่เป็นโคเอนไซม์ในขบวนการต่างๆของร่างการ เช่น กระบวนการเผาพลาญของร่างกาย ขบวนการสร้างกรดไขมัน พิวรีน เป็นตัวส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยผลิตฮอร์โมนเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ และอินซูลิน อีกทั้งยังรักษาสุขภาพของผิวหนัง ผม ต่อม เหงื่อ และกระดูกอ่อนอีกด้วย * แหล่งที่พบ o จะ พบทั่วไปในแหล่งอาหารธรรมชาติ แต่พบมากในเครื่องในสัตว์ เช่น ตับหมู ไตหมู รวมทั้งพวก เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวโพด ข้าวกล้อง ไข่แดง ถั่ว ยีสต์ ผักเช่น ดอกกะหล่ำปลี แครอท และพบในผลไม้ได้บ้าง
วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553
ลดต้นขา ง่าย น่าลอง มั้ง ?
1. นอนหงายกับพื้น หาหมอนรองก้นไว้กันเจ็บ
2. ยกขาทั้งสองขึ้น เหยียดให้ตรง ค้างไว้ 2 นาที
3. ยังยกขาอยู่ แยกขาออกจากกัน แล้วหุบขาชิด ทำไปมา 20 ครั้ง
4. ปั่นจักรยานกลางอากาศประมาณ 100 ครั้ง
5. เปลี่ยนท่า นั่งกับพื้น เหยียดขา จากนั้นตีขาไปมากับพื้น 100 ครั้ง
ใครที่ีต้นขาใหญ่ ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร ลองทำตามคำแนะนำดูนะคะ (แรกๆอาจจะเมื่อยหน่อย แต่ทำบ่อยๆ ก็จะหายเองค่ะ)
2. ยกขาทั้งสองขึ้น เหยียดให้ตรง ค้างไว้ 2 นาที
3. ยังยกขาอยู่ แยกขาออกจากกัน แล้วหุบขาชิด ทำไปมา 20 ครั้ง
4. ปั่นจักรยานกลางอากาศประมาณ 100 ครั้ง
5. เปลี่ยนท่า นั่งกับพื้น เหยียดขา จากนั้นตีขาไปมากับพื้น 100 ครั้ง
ใครที่ีต้นขาใหญ่ ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร ลองทำตามคำแนะนำดูนะคะ (แรกๆอาจจะเมื่อยหน่อย แต่ทำบ่อยๆ ก็จะหายเองค่ะ)
วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553
NGV คือ...
ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Natural Gas for Vehicles หรือเรียกย่อๆ ว่า NGV โดยอาจจะรู้จักกันในชื่อของ ก๊าซธรรมชาติอัด (Compressed Natural Gas : CNG) นับเป็นเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ในยานยนต์ ซึ่งก็เหมือนกับก๊าซธรรมชาติที่นำมาใช้ตามบ้าน เพื่อการประกอบอาหาร การทำความร้อน และการทำน้ำร้อน เป็นต้น
ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือ NGV ได้มีการนำมาใช้กับยานยนต์ในหลายๆ ประเทศ เกือบทั่วทุกภูมิภาคของโลก แต่อัตราการเพิ่มยังไม่มากนัก เมื่อเทียบกับยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ทั้งนี้ เนื่องจากยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีมานานกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกเชื้อเพลิงหนึ่ง เพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน ประกอบกับก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้ที่สะอาด จึงได้มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อลดปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนับจากปี 2527 ที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ได้เริ่มศึกษาและทดลองนำ NGV มาใช้ในรถยนต์ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ และปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศต่ำสุด เมื่อเทียบกับการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอื่นต่อมาในปี 2536 ได้ร่วมกับ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขยายการใช้ NGV ไปสู่รถโดยสารปรับอากาศที่เป็นรถขนส่งมวลชนสาธารณะ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ส่งผลให้ NGV เริ่มเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนมากขึ้นและภายหลังจากที่ ปตท. ได้จัดตั้งโครงการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้มีการใช้ NGV เมื่อปี 2543 ส่งผลให้ประเทศไทยมีรถยนต์ที่ปรับเปลี่ยนมาใช้ NGV มากขึ้น โดยมีแนวโน้มตัวเลขที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า NGV เป็นเชื้อเพลิงที่มีความเหมาะสมและสามารถใช้ได้กับรถยนต์ทุกประเภท
ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับน้ำมัน ที่จริงแล้ว น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ก็คือซากพืชและซากสัตว์ที่ทับถมกันมานานหลายแสนหลายล้านปี และทับถมสะสมกันจนจมอยู่ใต้ดิน แล้วเปลี่ยนรูปเป็นสิ่งที่เรียกว่า ฟอสซิล ระหว่างนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ จนซากพืชและซากสัตว์หรือฟอสซิลนั้นกลายเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด ในทางวิทยาศาสตร์ เรารู้กันดีว่า ต้นพืชและสัตว์ รวมทั้งคน ประกอบด้วยเซลล์เล็กๆ มากมาย เซลล์เหล่านี้ประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจนและธาตุคาร์บอนเป็นหลัก เวลาซากสัตว์และซากพืชทับถมและเปลี่ยนรูปเป็นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน พวกนี้จึงมีองค์ประกอบของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อนำไฮโดรคาร์บอนเหล่านี้มาเผา จะให้พลังงานออกมาแบบเดียวกับที่เราเผาฟืน เพียงแต่เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ให้ความร้อนมากกว่า
1. องค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติมีก๊าซหลายอย่างเป็นประกอบด้วยกัน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า มีเทน (CH2) , อีเทน (C2H6) , โพรเพน (C3H8) , บิวเทน (C4H10) , ไนโตรเจน (N2) , คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ฯลฯ แต่โดยทั่วไปจะประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 70 ขึ้นไป ก๊าซพวกนี้เป็นสารไฮโดรคาร์บอน เมื่อจะนำมาใช้ ต้องแยกก๊าซออกจากกันเสียก่อน จึงจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ นอกจากสารไฮโดรคาร์บอนแล้ว ก๊าซธรรมชาติยังอาจประกอบด้วยก๊าซอื่นๆ อาทิ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) , ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) , ไนโตรเจน (N2) และน้ำ (H2O) เป็นต้น สารประกอบเหล่านี้สามารถแยกออกจากกันได้ โดยนำมาผ่านกระบวนการแยกที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก๊าซที่ได้แต่ละตัวนำไปใช้ประโยชน์ต่อเนื่องได้อีกมากมาย 2. ข้อดีของการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง2.1 คุณสมบัติทั่วไปของก๊าซธรรมชาติ
เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง เกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตนับล้านปี
เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นหลัก
ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ปราศจากพิษ (ส่วนมากกลิ่นที่เราคุ้นเคยจากก๊าซธรรมชาติเป็นผล มาจากการเติมสารเคมีบางประเภทลงไป เพื่อให้ผู้ใช้รู้ได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ ก๊าซรั่ว)
เบากว่าอากาศ (ความถ่วงจำเพาะ 0.5-0.8 เท่าของอากาศ)
ติดไฟได้ โดยมีช่วงของการติดไฟที่ 5-15% ของปริมาตรในอากาศ และอุณหภูมิที่สามารถติดไฟได้เองคือ 650 องศาเซลเซียส 2.2 คุณประโยชน์ของก๊าซธรรมชาติ
เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่นำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง มีการเผาไหม้สมบูรณ์
ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
มีความปลอดภัยสูงในการใช้งาน เนื่องจากเบากว่าอากาศ จึงลอยขึ้นเมื่อเกิดการรั่ว
มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงปิโตรเลียมอื่นๆ เช่น น้ำมัน น้ำมันเตา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว
สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ที่ใช้ในประเทศไทยผลิตได้เองจากแหล่งในประเทศ จึงช่วยลดการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงอื่นๆ และประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มาก3. ประโยชน์ของก๊าซธรรมชาติ สามารถใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติได้ใน 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ 3.1 ใช้เป็นเชื้อเพลิง เราสามารถใช้ก๊าซธรรมชาติได้โดยตรง ด้วยการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า หรือในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเซรามิค อุตสาหกรรมสุขภัณฑ์ ฯลฯ และเมื่อนำไปอัดใส่ถังด้วยความดันสูงก็สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ได้ (NGV)3.2 นำไปผ่านกระบวนการแยกในโรงแยกก๊าซ เพราะในตัวเนื้อก๊าซธรรมชาติ มีสารประกอบที่เป็นประโยชน์อยู่มากมาย เมื่อนำมาผ่านกระบวนการแยกที่โรงแยกก๊าซแล้ว ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาใช้ประโยชน์ได้ดังนี้
ก๊าซมีเทน (C1) : ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ในโรงงานอุตสาหกรรม และนำไปอัดใส่ถังด้วยความดันสูง เรียกว่า ก๊าซธรรมชาติอัด สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์
ก๊าซอีเทน (C2) และก๊าซโพรเพน (C3) : ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น สามารถนำไปใช้ผลิตเม็ดพลาสติก เส้นใยพลาสติกชนิดต่างๆ เพื่อนำไปใช้แปรรูปต่อไป
ก๊าซโพรเพน (C3) และก๊าซบิวเทน (C4) : นำเอาก๊าซโพรเพนกับก๊าซบิวเทนมาผสมกัน อัดใส่ถังเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas - LPG) หรือที่เรียกว่า ก๊าซหุงต้ม สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน และใช้ในการเชื่อมโลหะได้ รวมทั้งยังนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทได้อีกด้วย
ไฮโดรคาร์บอนเหลว (Heavier Hydrocarbon) : อยู่ในสถานะที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิ และความดันบรรยากาศ เมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิต สามารถแยกจากไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซบนแท่นผลิต เรียกว่า คอนเดนเสท (Condensate) สามารถลำเลียงขนส่งโดยทางเรือหรือทางท่อ นำไปกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปต่อไป
ภาพแสดงกระบวนการแยกก๊าซ
ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (Natural Gasoline) : แม้ว่าจะมีการแยกคอนเดนเสทออกเมื่อทำการผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิตแล้ว แต่ก็ยังมีไฮโดรคาร์บอนเหลวบางส่วนหลุดไปกับไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซ เมื่อผ่านกระบวนการแยกจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติแล้ว ไฮโดรคาร์บอนเหลวเหล่านี้ก็จะถูกแยกออก เรียกว่า ก๊าซโซลีนธรรมชาติ หรือ NGL (Natural Gasoline) และส่งเข้าไปยังโรงกลั่นน้ำมัน เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปได้เช่นเดียวกับคอนเดนเสท และยังเป็นตัวทำละลายซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทได้เช่นกัน
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ : เมื่อผ่านกระบวนการแยกแล้ว จะถูกนำไปทำให้อยู่ในสภาพของแข็ง เรียกว่า น้ำแข็งแห้ง นำไปใช้ในอุตสาหกรรมถนอมอาหาร อุตสาหกรรมน้ำอัดลมและเบียร์ ใช้ในการถนอมอาหารระหว่างการขนส่ง นำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำฝนเทียม และนำไปใช้สร้างควันในอุตสาหกรรมบันเทิง อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต หรือ การถ่ายทำภาพยนตร์
4. คุณสมบัติของก๊าซธรรมชาติเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น
ตารางที่ 1.1 คุณสมบัติของก๊าซธรรมชาติเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น
ข้อเปรียบเทียบ
ก๊าซ NGV
ก๊าซ LPG
น้ำมันเบนซิน
น้ำมันดีเซล
สถานะ
เป็นก๊าซ
เป็นก๊าซ และเก็บในรูปของเหลว ที่ความดัน 7 บาร์
เป็นของเหลว
เป็นของเหลว
น้ำหนัก
เบากว่าอากาศไม่มีการสะสม เมื่อเกิดการรั่วไหล
หนักกว่าอากาศจึงเกิดการสะสม ซึ่งเป็นอันตราย
หนักกว่าอากาศ
หนักกว่าอากาศ
ขีดจำกัดการติดไฟ **(Flammability limit, %โดยปริมาตร)
5 – 15 %
2.0 - 9.5 %
1.4 – 7.6 %
0.6 – 7.5 %
อุณหภูมิติดไฟ (Ignition Temperature)
650 °C
481 °C
275 °C
250 °C
** ขีดจำกัดการติดไฟ (Flammability limit) เป็นขอบเขตการเผาไหม้ที่ต้องมีสัดส่วนของ ไอเชื้อเพลิงในอากาศที่จะลุกไหม้ได้เมื่อมีประกายไฟ หรือมีความร้อนสูงถึงอุณหภูมิติดไฟ
ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือ NGV ได้มีการนำมาใช้กับยานยนต์ในหลายๆ ประเทศ เกือบทั่วทุกภูมิภาคของโลก แต่อัตราการเพิ่มยังไม่มากนัก เมื่อเทียบกับยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ทั้งนี้ เนื่องจากยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีมานานกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกเชื้อเพลิงหนึ่ง เพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน ประกอบกับก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้ที่สะอาด จึงได้มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อลดปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนับจากปี 2527 ที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ได้เริ่มศึกษาและทดลองนำ NGV มาใช้ในรถยนต์ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ และปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศต่ำสุด เมื่อเทียบกับการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอื่นต่อมาในปี 2536 ได้ร่วมกับ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขยายการใช้ NGV ไปสู่รถโดยสารปรับอากาศที่เป็นรถขนส่งมวลชนสาธารณะ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ส่งผลให้ NGV เริ่มเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนมากขึ้นและภายหลังจากที่ ปตท. ได้จัดตั้งโครงการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้มีการใช้ NGV เมื่อปี 2543 ส่งผลให้ประเทศไทยมีรถยนต์ที่ปรับเปลี่ยนมาใช้ NGV มากขึ้น โดยมีแนวโน้มตัวเลขที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า NGV เป็นเชื้อเพลิงที่มีความเหมาะสมและสามารถใช้ได้กับรถยนต์ทุกประเภท
ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับน้ำมัน ที่จริงแล้ว น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ก็คือซากพืชและซากสัตว์ที่ทับถมกันมานานหลายแสนหลายล้านปี และทับถมสะสมกันจนจมอยู่ใต้ดิน แล้วเปลี่ยนรูปเป็นสิ่งที่เรียกว่า ฟอสซิล ระหว่างนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ จนซากพืชและซากสัตว์หรือฟอสซิลนั้นกลายเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด ในทางวิทยาศาสตร์ เรารู้กันดีว่า ต้นพืชและสัตว์ รวมทั้งคน ประกอบด้วยเซลล์เล็กๆ มากมาย เซลล์เหล่านี้ประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจนและธาตุคาร์บอนเป็นหลัก เวลาซากสัตว์และซากพืชทับถมและเปลี่ยนรูปเป็นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน พวกนี้จึงมีองค์ประกอบของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อนำไฮโดรคาร์บอนเหล่านี้มาเผา จะให้พลังงานออกมาแบบเดียวกับที่เราเผาฟืน เพียงแต่เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ให้ความร้อนมากกว่า
1. องค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติมีก๊าซหลายอย่างเป็นประกอบด้วยกัน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า มีเทน (CH2) , อีเทน (C2H6) , โพรเพน (C3H8) , บิวเทน (C4H10) , ไนโตรเจน (N2) , คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ฯลฯ แต่โดยทั่วไปจะประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 70 ขึ้นไป ก๊าซพวกนี้เป็นสารไฮโดรคาร์บอน เมื่อจะนำมาใช้ ต้องแยกก๊าซออกจากกันเสียก่อน จึงจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ นอกจากสารไฮโดรคาร์บอนแล้ว ก๊าซธรรมชาติยังอาจประกอบด้วยก๊าซอื่นๆ อาทิ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) , ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) , ไนโตรเจน (N2) และน้ำ (H2O) เป็นต้น สารประกอบเหล่านี้สามารถแยกออกจากกันได้ โดยนำมาผ่านกระบวนการแยกที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก๊าซที่ได้แต่ละตัวนำไปใช้ประโยชน์ต่อเนื่องได้อีกมากมาย 2. ข้อดีของการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง2.1 คุณสมบัติทั่วไปของก๊าซธรรมชาติ
เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง เกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตนับล้านปี
เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นหลัก
ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ปราศจากพิษ (ส่วนมากกลิ่นที่เราคุ้นเคยจากก๊าซธรรมชาติเป็นผล มาจากการเติมสารเคมีบางประเภทลงไป เพื่อให้ผู้ใช้รู้ได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ ก๊าซรั่ว)
เบากว่าอากาศ (ความถ่วงจำเพาะ 0.5-0.8 เท่าของอากาศ)
ติดไฟได้ โดยมีช่วงของการติดไฟที่ 5-15% ของปริมาตรในอากาศ และอุณหภูมิที่สามารถติดไฟได้เองคือ 650 องศาเซลเซียส 2.2 คุณประโยชน์ของก๊าซธรรมชาติ
เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่นำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง มีการเผาไหม้สมบูรณ์
ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
มีความปลอดภัยสูงในการใช้งาน เนื่องจากเบากว่าอากาศ จึงลอยขึ้นเมื่อเกิดการรั่ว
มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงปิโตรเลียมอื่นๆ เช่น น้ำมัน น้ำมันเตา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว
สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ที่ใช้ในประเทศไทยผลิตได้เองจากแหล่งในประเทศ จึงช่วยลดการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงอื่นๆ และประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มาก3. ประโยชน์ของก๊าซธรรมชาติ สามารถใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติได้ใน 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ 3.1 ใช้เป็นเชื้อเพลิง เราสามารถใช้ก๊าซธรรมชาติได้โดยตรง ด้วยการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า หรือในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเซรามิค อุตสาหกรรมสุขภัณฑ์ ฯลฯ และเมื่อนำไปอัดใส่ถังด้วยความดันสูงก็สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ได้ (NGV)3.2 นำไปผ่านกระบวนการแยกในโรงแยกก๊าซ เพราะในตัวเนื้อก๊าซธรรมชาติ มีสารประกอบที่เป็นประโยชน์อยู่มากมาย เมื่อนำมาผ่านกระบวนการแยกที่โรงแยกก๊าซแล้ว ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาใช้ประโยชน์ได้ดังนี้
ก๊าซมีเทน (C1) : ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ในโรงงานอุตสาหกรรม และนำไปอัดใส่ถังด้วยความดันสูง เรียกว่า ก๊าซธรรมชาติอัด สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์
ก๊าซอีเทน (C2) และก๊าซโพรเพน (C3) : ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น สามารถนำไปใช้ผลิตเม็ดพลาสติก เส้นใยพลาสติกชนิดต่างๆ เพื่อนำไปใช้แปรรูปต่อไป
ก๊าซโพรเพน (C3) และก๊าซบิวเทน (C4) : นำเอาก๊าซโพรเพนกับก๊าซบิวเทนมาผสมกัน อัดใส่ถังเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas - LPG) หรือที่เรียกว่า ก๊าซหุงต้ม สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน และใช้ในการเชื่อมโลหะได้ รวมทั้งยังนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทได้อีกด้วย
ไฮโดรคาร์บอนเหลว (Heavier Hydrocarbon) : อยู่ในสถานะที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิ และความดันบรรยากาศ เมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิต สามารถแยกจากไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซบนแท่นผลิต เรียกว่า คอนเดนเสท (Condensate) สามารถลำเลียงขนส่งโดยทางเรือหรือทางท่อ นำไปกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปต่อไป
ภาพแสดงกระบวนการแยกก๊าซ
ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (Natural Gasoline) : แม้ว่าจะมีการแยกคอนเดนเสทออกเมื่อทำการผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิตแล้ว แต่ก็ยังมีไฮโดรคาร์บอนเหลวบางส่วนหลุดไปกับไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซ เมื่อผ่านกระบวนการแยกจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติแล้ว ไฮโดรคาร์บอนเหลวเหล่านี้ก็จะถูกแยกออก เรียกว่า ก๊าซโซลีนธรรมชาติ หรือ NGL (Natural Gasoline) และส่งเข้าไปยังโรงกลั่นน้ำมัน เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปได้เช่นเดียวกับคอนเดนเสท และยังเป็นตัวทำละลายซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทได้เช่นกัน
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ : เมื่อผ่านกระบวนการแยกแล้ว จะถูกนำไปทำให้อยู่ในสภาพของแข็ง เรียกว่า น้ำแข็งแห้ง นำไปใช้ในอุตสาหกรรมถนอมอาหาร อุตสาหกรรมน้ำอัดลมและเบียร์ ใช้ในการถนอมอาหารระหว่างการขนส่ง นำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำฝนเทียม และนำไปใช้สร้างควันในอุตสาหกรรมบันเทิง อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต หรือ การถ่ายทำภาพยนตร์
4. คุณสมบัติของก๊าซธรรมชาติเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น
ตารางที่ 1.1 คุณสมบัติของก๊าซธรรมชาติเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น
ข้อเปรียบเทียบ
ก๊าซ NGV
ก๊าซ LPG
น้ำมันเบนซิน
น้ำมันดีเซล
สถานะ
เป็นก๊าซ
เป็นก๊าซ และเก็บในรูปของเหลว ที่ความดัน 7 บาร์
เป็นของเหลว
เป็นของเหลว
น้ำหนัก
เบากว่าอากาศไม่มีการสะสม เมื่อเกิดการรั่วไหล
หนักกว่าอากาศจึงเกิดการสะสม ซึ่งเป็นอันตราย
หนักกว่าอากาศ
หนักกว่าอากาศ
ขีดจำกัดการติดไฟ **(Flammability limit, %โดยปริมาตร)
5 – 15 %
2.0 - 9.5 %
1.4 – 7.6 %
0.6 – 7.5 %
อุณหภูมิติดไฟ (Ignition Temperature)
650 °C
481 °C
275 °C
250 °C
** ขีดจำกัดการติดไฟ (Flammability limit) เป็นขอบเขตการเผาไหม้ที่ต้องมีสัดส่วนของ ไอเชื้อเพลิงในอากาศที่จะลุกไหม้ได้เมื่อมีประกายไฟ หรือมีความร้อนสูงถึงอุณหภูมิติดไฟ
LPG คือ...
LPG ย่อมาจาก Liquefied Petroleum Gas หรือ LP gas ก็สามารถเรียกได้เช่นกัน LPG เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลกทุกวันนี้ และในบางที มันถือเป็นพลังงานหลักในการทำความร้อนและการปรุงอาหาร เช่นในประเทศอินเดีย และพื้นที่ห่างไกล บางแห่งในสหรัฐอเมริกา และ ยิ่งในปัจจุบันที่ราคาพลังงานน้ำมันเพิ่มขึ้น อย่างก้าวกระโดดด้วยแล้ว การใช้ Gas ดูเหมือนว่ามันทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง
อะไรคือ LPG ?มี LP gas อยู่ 2 ชนิดที่สามารถถูกเก็บในรูปแบบของเหลวภายใต้แรงกดดัน คือ โปรเพน(propane) และ บิวเทน (butane) ในขณะที่ ในขณะที่ isobutane ซึ่งมีส่วนประกอบทางเคมีที่ต่างกับ บิวเทน ก็มีการใช้งานเช่นกัน โดยปกติแล้ว บิวเทน และ ไอโซบิวเทน จะถูกผสม กับ โปรเพน ในหลายๆสูตร ขึ้นอยู่กับความต้องการ เพื่อนำไปใช้พลังงาน
Propane คือเชื้อเพลิงที่สามารถพกพาได้ เพราะมีจุดเดือดที่ -44F หรือ -42C นั่นหมายถึง ถึงแม้ว่าที่อุณหภูมิต่ำมากๆ มันก็จะกลายเป็นไอแทบจะทันทีที่มันถูกปล่อยออกจากภาชนะบรรจุมัน ซึ่งมีความดันคุมอยู่
Butane มีจุดเดือดอยู่ที่ 31F (-0.6C) ซึ่งนั่นหมายถึงมันจะไม่เปลี่ยนเป็นไอในอุณหภูมิ ที่เย็นมากๆ และนั่นทำให้ บิวเทนนั้นหมายถึงการนำไปใช้งานที่ยากขึ้น และ ทำให้ ในหลายๆ กรณี เราจะต้องผสมระหว่าง บิวเทน และ โปรเพน แทนที่จะใช้มันแบบเดี่ยวๆ
น้ำหนักหนึ่งปอนด์ของ โปรเพน สามารถให้พลังานได้ถึง 21,548 BTU ในขณะที่บิวเทน ให้พลังงานที่ 21,221 BTU ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับพลังงานอย่างอื่นได้ดังนี้
น้ำมันเชื้อเพลิง : 21,200 BTU
ถ่านหิน : 10,000 BTU
ไม้ : 7,000 BTU
แหล่งที่มาของ LPGLPG คือหนึ่งในพลังงานจาก ฟอสซิล เช่นเดียวกับน้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ และการจะได้มาซึ่ง LPG นั่นจะต้องอาศัยการกลั่นน้ำมันดิบหรือ Crude Oil ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า LPG นั้นเป็นผลพลอยได้โดยอัตโนมัติ เพราะว่าบริษัท กลั่นน้ำมันส่วนใหญ่ก็จะมุ่งไปที่น้ำมันซึ่งเป็นรายได้หลัก
แต่การกลั่นน้ำมันก็ใช่ว่าจะเป็นหนทางเดียวกับการได้มาซึ่ง LPG เพราะว่า การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากพื้นดินนั้น ปกติจะได้มาซึ่งก๊าซมีเทน 90% แต่ที่เหลือจะเป็น LPG เช่นกัน ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งปกติบริษัทที่ขุด จะทำการแยก LPG ออกจาก มีเทนเสียก่อนที่จะส่ง มีเทนไปใช้งาน
LPG กับการใช้งานใกล้ตัวLPG นั้นเก็บง่ายและปลอดภัย และ เคลื่อนย้ายง่ายอีกด้วย ทำให้มันมีการ นำไปใช้งานในหลายๆ รูปแบบ อย่างหนึ่งซึ่งใกล้ตัวเรามากคือไฟแช็ค ซึ่ง เป็นส่วนผสมระหว่าง บิวเทน และ ไอโซบิวเทน ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็อาจจะเป็น แก๊สที่เราเอาไว้สำหรับการตั้งแค้ม เพื่อปิ้งย่าง ซึ่งนั้นคือ โปรเพน
LPG นั้นไม่เพียงแต่เป็นพลังงานสำหรับการใช้งานส่วนตัวในขณะบ้านเท่านั้น แต่ในอุตสาหกรรมก็มีการใช้งานกว้างขวางเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความร้อน และอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมแก้วและเซรามิค
และหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ LPG เข้าไปมีบทบาทอย่างมากคือ การใช้งานใน อุตสหกรรมยานยนต์ หรือ รถยนต์ที่ใช้แก๊สนั่นเอง
Autogasตามข้อมูลของ World Liquefied Petroleum Gas Association (WLPGA) พบว่า ปัจจุบันมียานพาหนะกว่า 9 ล้านคันใน 38 ประเทศใช้ LPG และมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อย่างใด เพราะว่า ยานพาหนะที่ใช้แก๊สโปรเพนนั้นมีการใช้งานมา ทศวรรต เพราะ จุดเด่นและประโยชน์ดังต่อไปนี้ - ลดมลภาวะ ตามข้อมูลของ WLPGA พบว่า การใช้ LPG นั้นได้ ก๊าซคาร์บอนมอนน๊อกไซต์น้อยกว่า 50% และ ไฮโดรคาร์บอนน้อยกว่า 40% ไนโตรเจนอ๊อกไซต์น้อยกว่า 35% เมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนั้น LPG ยังให้ค่า อ๊อกเทนที่สูง ทำให้ได้ประสิทธิภาพเช่นเดียวกับ น้ำมันเชื้อเพลิง และ ดีเซล
ในปัจจุบันมีบริษัทผลิตรถยนต์หลายบริษัท ได้สร้างรถที่ใช้พลังงานก๊าซ เช่น Ford, General Motors และ Daimler-Chrysler แต่รถพวกนี้ปกติก็ไม่ได้อยู่ในโชว์รูม คุณจะต้องสั่งพิเศษ
สำหรับรถที่มีการใช้งานแก๊สอย่างเดียวนั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากทีเดียว เพราะนั้น หมายถึงการปรับแต่งเครื่องยนต์มาจากโรงงานเพื่อให้เหมาะกับการกับการใช้แก๊สจริงๆ แต่ก็มีการใช้งานอยู่บ้างในยุโรป
สำหรับ dual fuel systems หรือระบบสองพลังงานนั้นจะเป็นระบบที่มีการใช้งานแพร่ หลายที่สุดในปัจจุบัน เพราะความสะดวกและไม่จำเป็นจะต้องหาเติมเฉพาะแก๊ส แต่เติมได้ทั้งน้ำมันและแก๊ส เพราะบางครั้งการหาปั๊มแก๊สก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงรถยนต์จากระบบน้ำมันไปเป็นการใช้พลังงานคู่นั้น จำเป็น จะต้องอาศัยช่างผู้เชี่ยวชาญ โดยนอกจากติดตั้งที่ร้านที่ชำนาญแล้ว ในอเมริกาเองยังมีชุด kit สำหรับการติดตั้งเองได้ ถ้าท่านมีความรู้ด้านเครื่องยนต์
ความปลอดภัยและการเก็บรักษาLPG นั้นมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานอย่างอื่น เพราะว่า โปรเพนนั้นมีอุณหภูมิจุดระเบิดสูง โดยอยู่ที่ประมาณ 850-950 (450-510C) เปรียบเทียบกับ 495F (257 C) สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง นั่นหมายถึง ทำให้มัน จุดระเบิดง่าย
นอกจากนั้นแล้วถังที่ใช้เก็บโปรเพนนั้น แข็งแรงกว่า ถังน้ำมันด้วยซ้ำ เพราะว่า มันต้องรองรับความกดดันได้ เมื่อโปรเพนอยู่ในรูปของเหลวภายใต้แรงกดดัน นอกจากนั้นถังก็ยังรองกับการกระแทกได้มากกว่าถังน้ำมันด้วยเช่นกัน
สำหรับการเก็บรักษาแก๊สอย่างปลอดภัยนั้น มีข้อควรระวังอยู่บ้างเช่นกัน เช่น จะต้องจำไว้เสมอว่าถังแก๊สนั้นจะไม่มีทางอยู่ในลักษณะที่ว่างปล่าวจริงๆ นั่นหมายถึง เมื่อเราเติมแก๊ส แก๊สส่วนใหญ่จะถูกอยู่ภายใต้ความกดให้อยู่ในรูปของเหลว แต่ในความกดดันที่ปลอดภัยนั้นทำให้ ไม่ใช่ทั้งหมดของโปรเพนที่ถูกอัดอยู่ในรูปของเหลว มันจะมีโปรเพนจำนวนน้อยอยู่ในรูปแก๊ส และเมื่อโปรเพนถูกใช้ไป จะทำให้ความกดดันเพิ่มขึ้น ทำให้โปรเพนที่อยู่ในรูปของเหลวมีน้อยลง ในขณะเดียวกันส่วนที่เป็นแก๊สก็จะเพิ่มมากขึ้น
เพราะฉะนั้นถังควรถูกเติมที่ความจุไม่เกิน 80% เท่านั้น นอกจากนั้นแล้วการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิจะส่งผลทำให้มีความเปลี่ยนแปลงความดันภายในถังเช่นกัน ถ้าคุณเติมถังเต็ม 100% ในขณะที่อุณหภูมิต่ำ และทิ้งรถไว้ในวันที่มีอากาศร้อนในวันถัดมา ความดันจะเพิ่มขึ้นจะอาจจะ เกิดอันตรายมาก
อะไรคือ LPG ?มี LP gas อยู่ 2 ชนิดที่สามารถถูกเก็บในรูปแบบของเหลวภายใต้แรงกดดัน คือ โปรเพน(propane) และ บิวเทน (butane) ในขณะที่ ในขณะที่ isobutane ซึ่งมีส่วนประกอบทางเคมีที่ต่างกับ บิวเทน ก็มีการใช้งานเช่นกัน โดยปกติแล้ว บิวเทน และ ไอโซบิวเทน จะถูกผสม กับ โปรเพน ในหลายๆสูตร ขึ้นอยู่กับความต้องการ เพื่อนำไปใช้พลังงาน
Propane คือเชื้อเพลิงที่สามารถพกพาได้ เพราะมีจุดเดือดที่ -44F หรือ -42C นั่นหมายถึง ถึงแม้ว่าที่อุณหภูมิต่ำมากๆ มันก็จะกลายเป็นไอแทบจะทันทีที่มันถูกปล่อยออกจากภาชนะบรรจุมัน ซึ่งมีความดันคุมอยู่
Butane มีจุดเดือดอยู่ที่ 31F (-0.6C) ซึ่งนั่นหมายถึงมันจะไม่เปลี่ยนเป็นไอในอุณหภูมิ ที่เย็นมากๆ และนั่นทำให้ บิวเทนนั้นหมายถึงการนำไปใช้งานที่ยากขึ้น และ ทำให้ ในหลายๆ กรณี เราจะต้องผสมระหว่าง บิวเทน และ โปรเพน แทนที่จะใช้มันแบบเดี่ยวๆ
น้ำหนักหนึ่งปอนด์ของ โปรเพน สามารถให้พลังานได้ถึง 21,548 BTU ในขณะที่บิวเทน ให้พลังงานที่ 21,221 BTU ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับพลังงานอย่างอื่นได้ดังนี้
น้ำมันเชื้อเพลิง : 21,200 BTU
ถ่านหิน : 10,000 BTU
ไม้ : 7,000 BTU
แหล่งที่มาของ LPGLPG คือหนึ่งในพลังงานจาก ฟอสซิล เช่นเดียวกับน้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ และการจะได้มาซึ่ง LPG นั่นจะต้องอาศัยการกลั่นน้ำมันดิบหรือ Crude Oil ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า LPG นั้นเป็นผลพลอยได้โดยอัตโนมัติ เพราะว่าบริษัท กลั่นน้ำมันส่วนใหญ่ก็จะมุ่งไปที่น้ำมันซึ่งเป็นรายได้หลัก
แต่การกลั่นน้ำมันก็ใช่ว่าจะเป็นหนทางเดียวกับการได้มาซึ่ง LPG เพราะว่า การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากพื้นดินนั้น ปกติจะได้มาซึ่งก๊าซมีเทน 90% แต่ที่เหลือจะเป็น LPG เช่นกัน ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งปกติบริษัทที่ขุด จะทำการแยก LPG ออกจาก มีเทนเสียก่อนที่จะส่ง มีเทนไปใช้งาน
LPG กับการใช้งานใกล้ตัวLPG นั้นเก็บง่ายและปลอดภัย และ เคลื่อนย้ายง่ายอีกด้วย ทำให้มันมีการ นำไปใช้งานในหลายๆ รูปแบบ อย่างหนึ่งซึ่งใกล้ตัวเรามากคือไฟแช็ค ซึ่ง เป็นส่วนผสมระหว่าง บิวเทน และ ไอโซบิวเทน ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็อาจจะเป็น แก๊สที่เราเอาไว้สำหรับการตั้งแค้ม เพื่อปิ้งย่าง ซึ่งนั้นคือ โปรเพน
LPG นั้นไม่เพียงแต่เป็นพลังงานสำหรับการใช้งานส่วนตัวในขณะบ้านเท่านั้น แต่ในอุตสาหกรรมก็มีการใช้งานกว้างขวางเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความร้อน และอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมแก้วและเซรามิค
และหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ LPG เข้าไปมีบทบาทอย่างมากคือ การใช้งานใน อุตสหกรรมยานยนต์ หรือ รถยนต์ที่ใช้แก๊สนั่นเอง
Autogasตามข้อมูลของ World Liquefied Petroleum Gas Association (WLPGA) พบว่า ปัจจุบันมียานพาหนะกว่า 9 ล้านคันใน 38 ประเทศใช้ LPG และมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อย่างใด เพราะว่า ยานพาหนะที่ใช้แก๊สโปรเพนนั้นมีการใช้งานมา ทศวรรต เพราะ จุดเด่นและประโยชน์ดังต่อไปนี้ - ลดมลภาวะ ตามข้อมูลของ WLPGA พบว่า การใช้ LPG นั้นได้ ก๊าซคาร์บอนมอนน๊อกไซต์น้อยกว่า 50% และ ไฮโดรคาร์บอนน้อยกว่า 40% ไนโตรเจนอ๊อกไซต์น้อยกว่า 35% เมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนั้น LPG ยังให้ค่า อ๊อกเทนที่สูง ทำให้ได้ประสิทธิภาพเช่นเดียวกับ น้ำมันเชื้อเพลิง และ ดีเซล
ในปัจจุบันมีบริษัทผลิตรถยนต์หลายบริษัท ได้สร้างรถที่ใช้พลังงานก๊าซ เช่น Ford, General Motors และ Daimler-Chrysler แต่รถพวกนี้ปกติก็ไม่ได้อยู่ในโชว์รูม คุณจะต้องสั่งพิเศษ
สำหรับรถที่มีการใช้งานแก๊สอย่างเดียวนั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากทีเดียว เพราะนั้น หมายถึงการปรับแต่งเครื่องยนต์มาจากโรงงานเพื่อให้เหมาะกับการกับการใช้แก๊สจริงๆ แต่ก็มีการใช้งานอยู่บ้างในยุโรป
สำหรับ dual fuel systems หรือระบบสองพลังงานนั้นจะเป็นระบบที่มีการใช้งานแพร่ หลายที่สุดในปัจจุบัน เพราะความสะดวกและไม่จำเป็นจะต้องหาเติมเฉพาะแก๊ส แต่เติมได้ทั้งน้ำมันและแก๊ส เพราะบางครั้งการหาปั๊มแก๊สก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงรถยนต์จากระบบน้ำมันไปเป็นการใช้พลังงานคู่นั้น จำเป็น จะต้องอาศัยช่างผู้เชี่ยวชาญ โดยนอกจากติดตั้งที่ร้านที่ชำนาญแล้ว ในอเมริกาเองยังมีชุด kit สำหรับการติดตั้งเองได้ ถ้าท่านมีความรู้ด้านเครื่องยนต์
ความปลอดภัยและการเก็บรักษาLPG นั้นมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานอย่างอื่น เพราะว่า โปรเพนนั้นมีอุณหภูมิจุดระเบิดสูง โดยอยู่ที่ประมาณ 850-950 (450-510C) เปรียบเทียบกับ 495F (257 C) สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง นั่นหมายถึง ทำให้มัน จุดระเบิดง่าย
นอกจากนั้นแล้วถังที่ใช้เก็บโปรเพนนั้น แข็งแรงกว่า ถังน้ำมันด้วยซ้ำ เพราะว่า มันต้องรองรับความกดดันได้ เมื่อโปรเพนอยู่ในรูปของเหลวภายใต้แรงกดดัน นอกจากนั้นถังก็ยังรองกับการกระแทกได้มากกว่าถังน้ำมันด้วยเช่นกัน
สำหรับการเก็บรักษาแก๊สอย่างปลอดภัยนั้น มีข้อควรระวังอยู่บ้างเช่นกัน เช่น จะต้องจำไว้เสมอว่าถังแก๊สนั้นจะไม่มีทางอยู่ในลักษณะที่ว่างปล่าวจริงๆ นั่นหมายถึง เมื่อเราเติมแก๊ส แก๊สส่วนใหญ่จะถูกอยู่ภายใต้ความกดให้อยู่ในรูปของเหลว แต่ในความกดดันที่ปลอดภัยนั้นทำให้ ไม่ใช่ทั้งหมดของโปรเพนที่ถูกอัดอยู่ในรูปของเหลว มันจะมีโปรเพนจำนวนน้อยอยู่ในรูปแก๊ส และเมื่อโปรเพนถูกใช้ไป จะทำให้ความกดดันเพิ่มขึ้น ทำให้โปรเพนที่อยู่ในรูปของเหลวมีน้อยลง ในขณะเดียวกันส่วนที่เป็นแก๊สก็จะเพิ่มมากขึ้น
เพราะฉะนั้นถังควรถูกเติมที่ความจุไม่เกิน 80% เท่านั้น นอกจากนั้นแล้วการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิจะส่งผลทำให้มีความเปลี่ยนแปลงความดันภายในถังเช่นกัน ถ้าคุณเติมถังเต็ม 100% ในขณะที่อุณหภูมิต่ำ และทิ้งรถไว้ในวันที่มีอากาศร้อนในวันถัดมา ความดันจะเพิ่มขึ้นจะอาจจะ เกิดอันตรายมาก
วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553
ผักกาดดอง คุณก็ทำได้...
กระบวนการผลิตผักกาดดอง
1. นำผักกาดเขียวปลี 1 ก.ก. มาล้างทำความสะอาดและลอกใบที่เสียทิ้ง
2. เรียงใส่ภาชนะที่ใช้ดอง
3. ต้มน้ำดองประกอบด้วยน้ำสะอาด 3 ถ้วย เกลือ ½ ถ้วยและน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะและทิ้งให้เย็น
4. เทน้ำดองลงในภาชนะดอง
5. กดผักให้จมในน้ำดองตลอดการดอง
6. ใช้เวลาในการดอง 3-4 วัน
1. นำผักกาดเขียวปลี 1 ก.ก. มาล้างทำความสะอาดและลอกใบที่เสียทิ้ง
2. เรียงใส่ภาชนะที่ใช้ดอง
3. ต้มน้ำดองประกอบด้วยน้ำสะอาด 3 ถ้วย เกลือ ½ ถ้วยและน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะและทิ้งให้เย็น
4. เทน้ำดองลงในภาชนะดอง
5. กดผักให้จมในน้ำดองตลอดการดอง
6. ใช้เวลาในการดอง 3-4 วัน
ผลิต ซีอิ้ว เต้าเจี้ยว
ซีอิ๊วและเต้าเจี้ยว
เมื่อเดือนที่แล้วมีโอกาสไปชมนิทรรศการวิชาการเทคโนอินโดจีน ซึ่งแสดงเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย เพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านของเราได้เห็นกัน ที่งานนี้เองได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านซีอิ๊วท่านหนึ่ง มาแสดงเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตซีอิ๊วและเต้าเจี้ยว ซึ่งทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมากมายท่านเล่าให้ฟังว่า ตลาดสินค้าประเภทนี้โดยเฉพาะซีอิ๊วกำลังขยายตัวมาก ดังจะเห็นได้ว่ามีซีอิ๊วยี่ห้อและเกรดต่างๆมากมายในท้องตลาด ความหลากหลายดังกล่าวจึงก่อให้เกิดความสับสนให้กับผู้บริโภคพอสมควรทีเดียว เดือนนี้ก็เลยชวนท่านผู้อ่านไปสำรวจฉลากซีอิ๊วกันชนิดของซีอิ๊วและเต้าเจี้ยวสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม(สมอ.)ได้กำหนดมาตรฐานน้ำซีอิ๊ว โดยได้แบ่งประเภทของผลิตภัณฑ์ไว้ดังนี้1. ซีอิ๊วขาว หมายถึง ผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ได้จากการย่อยโปรตีนถั่วเหลืองด้วยการหมัก และมิได้มีการแต่งรสและสี2. ซีอิ๊วดำเค็ม หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำซีอิ๊วขาวมาเก็บต่อตามกรรมวิธีการผลิต(ageing) จนกระทั่งได้ความเข้มข้นและสีตามเกณฑ์ที่กำหนด3. ซีอิ๊วดำ หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากซีอิ๊วขาวผสมกับสารให้ความหวาน ในอัตราส่วนที่พอเหมาะ จนได้ความหวานและความเค็มตามเกณฑ์ที่กำหนด4. ซีอิ๊วหวาน หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากซีอิ๊วขาวในปริมาณน้อยผสมกับสารให้ความหวานจนได้ความหวานตามเกณฑ์ที่กำหนดทั้งนี้ทาง สมอ. ได้กำหนดเกณฑ์เป็นส่วนประกอบร้อยละของโปรตีน เกลือ น้ำตาล ความเป็นกรดด่าง ฯลฯ ไว้สำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด ตามที่ได้สำรวจดูในท้องตลาด ส่วนใหญ่มีประเภท (1), (3) และ (4) นอกจากนี้ยังมีบางประเภทที่มีชื่อแปลกออกไป เช่น ซีอิ๊วขาว เห็ดหอม ซีอิ๊วดำหวาน เป็นต้นขณะนี้ซีอิ๊วที่จำหน่ายอยู่มีประมาณ 5-6 ยี่ห้อ บางยี่ห้อมีหลายสูตร ส่วนเต้าเจี้ยวมีไม่มากยี่ห้อเท่าซีอิ๊ว แต่ก็ยังมีหลายเกรดเช่นกัน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักบรรจุในขวดแก้วใส ปิดด้วยฝาพลาสติก ทำให้ผู้บริโภคสามารถสังเกตเห็นผลิตภัณฑ์ได้ง่าย ยกเว้นชนิดที่เกรดรองลงมามักนิยมบรรจุในขวดสีชาพระราชบัญญัติอาหารปี พ.ศ. 2522 กำหนดให้ซีอิ๊วและเต้าเจี้ยว เป็นอาหารทั่วไปที่ต้องมีฉลากและอยู่ในหมวดของซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท โดยให้ใช้ตัวย่อสำหรับผลิตภัณฑ์เป็น “ซ” ดังนั้น ในเครื่องหมายทะเบียนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงใช้อักษรย่อว่า “ฉผซ” กรรมวิธีการผลิตซีอิ๊วก่อนที่จะเริ่มอ่านฉลากกัน ก็อยากนำท่านไปรู้จักขั้นตอนในการผลิตซีอิ๊วและเต้าเจี้ยวชนิดต่างๆโดยสังเขป เพื่อเป็นแนวทางให้เข้าใจในฉลากผลิตภัณฑ์ต่อไปซีอิ๊วขาว เป็นผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมที่นิยมผลิตมาแต่โบราณ วัตถุดิบหลักที่ใช้คือถั่วเหลือง ซึ่งถูกนำมานึ่ง หรือต้มจนสุก ทิ้งไว้จนเย็น แล้วจึงนำมาผสมกับแป้งสาลี และหัวเชื้อรา (ชนิด Aspergillus oryzae) หลังจากนั้นนำไปแผ่ไว้บนกระด้งไม้ไผ่ประมาณ 3-6 วัน เพื่อให้เชื้อราเจริญเติบโต นักวิชาการเรียกส่วนผสมที่มีเชื้อราขึ้นนี้ว่า โคจิ (Koji)บางโรงงานอาจไม่จำเป็นต้องเติมเชื้อรา เพราะใช้กระด้งเก่าที่ใช้มานาน จึงปนเปื้อนด้วยราและสปอร์อยู่แล้ว ส่วนโรงงานที่ทันสมัยก็มักใช้ตะแกรงสเตนเลสแทนกระด้งและบ่มไว้ในตู้หรือห้องที่ปรับสภาพความชื้น ปริมาณอากาศ และอุณหภูมิที่เหมาะสม ทำให้สามารถบ่มโคจิได้ครั้งละหลายร้อยกิโลกรัม และใช้เวลาที่สั้นกว่าคือประมาณ 44 ชั่วโมงเท่านั้น ในระหว่างการบ่มนี้ เชื้อราจะย่อยโปรตีน แป้ง ในถั่วเหลือง และแป้งสาลีให้เป็นกรดอะมิโนและน้ำตาล กรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ได้จากการย่อยนี้ คือ กรดกลูตามิก (glutamic acid) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนในผงชูรสนั่นเอง จึงเป็นปัจจัยหนึ่งในซีอิ๊วที่มีผลในการชูรสอาหาร นอกจากนี้น้ำตาลและกรดอะมิโนเหล่านี้ ยังมีส่วนที่ทำให้เกิดสีน้ำตาลและกลิ่นรสที่ดีในน้ำซีอิ๊วและเต้าเจี้ยว ในกระบวนการผลิตขั้นตอนต่อมา เมื่อเชื้อราเจริญเติบโตได้ที่แล้ว ผู้ผลิตก็ถ่ายโคจิลงในโอ่งขนาดเล็กที่บรรจุน้ำเกลือ ความเข้มข้นร้อยละ 18 ปิดฝาและตั้งตากแดดไว้อีกประมาณ 2-3 เดือน ในช่วงเวลานี้สารต่างๆในโคจิถูกสกัดลงในน้ำเกลือ นอกจากนี้ยังมีการสร้างกลิ่นรสของซีอิ๊วโดยจุลินทรีย์บางชนิดที่สามารถเจริญเติบโตได้หลังจากครบเวลาที่กำหนดจึงกรองส่วนที่เป็นของเหลวออก แล้วนำไปฆ่าเชื้อด้วยความร้อนต่ำ(Pasteurization)ก่อนบรรจุขวด น้ำซีอิ๊วที่ได้ในขั้นตอนนี้เรียกว่า ซีอิ๊วขาวสูตร 1 หรือน้ำ 1 ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นเกรดที่ดีที่สุด ส่วนกากที่เหลือถ้านำไปทำเต้าเจี้ยวก็ได้เต้าเจี้ยวเกรดที่ดีที่สุดเช่นกัน แต่ถ้าเติมน้ำเกลือลงไปสกัดอีก ก็จะได้ซีอิ๊วที่มีเกรดรองๆลงไป คือสูตร 2 สูตร 3 ฯลฯ เต้าเจี้ยวที่เป็นกากของซีอิ๊วเกรดรองลงมาถือว่าเป็นเต้าเจี้ยวที่มีคุณภาพรองลงมาด้วยส่วนซีอิ๊วดำเค็มน่าจะผลิตด้วยกระบวนการเดียวกับซีอิ๊วขาว แต่ใช้เวลาหมักในน้ำเกลือนานกว่า นอกจากนี้ยังมีการใช้ผสมกับน้ำตาล หรือกากน้ำตาล เพื่อทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วหวานข้อมูลบนฉลาก ส่วนผสมของซีอิ๊วขาวที่จำหน่ายนอกจากประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก คือถั่วเหลือง แป้งสาลี และเกลือแล้ว ยังมีการแต่งรสด้วยน้ำตาลและเติมสารกันบูด เช่น โซเดียมเบนโซเอต(Sodium benzoate)ด้วย ปริมาณเกลือในซีอิ๊วมีไม่สูงนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องปรุงรสชนิดอื่น เช่น น้ำปลา ผู้ผลิตจึงมักนิยมเติมสารกันบูดลงไปเพื่อช่วยป้องกันการเน่าเสียด้วย ปริมาณของสารกันบูดตามมาตรฐานคือไม่เกินร้อยละ 0.1 ซึ่งเมื่อพิจารณาปริมาณการบริโภคซีอิ๊วของแต่ละบุคคล ก็ถือว่าได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณที่น้อยมาก จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าห่วงบนฉลากของซีอิ๊วบางยี่ห้อ มีคำว่า “ซีอิ๊วขาวชั้นคุณภาพพิเศษ” ซึ่งแสดงว่าซีอิ๊วขาวยี่ห้อนี้ผ่านมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานอุตาสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม(สมอ.)ด้วย โดยปกติ สมอ. กำหนดมาตรฐานคุณภาพค่อนข้างเข้มงวด และควบคุมปัจจัยหลายอย่าง เช่น ปริมาณโปรตีน น้ำตาล ฯลฯ ชั้นคุณภาพพิเศษถือว่าเป็นชั้นที่ สมอ. ถือว่ามีคุณภาพดีที่สุดสำหรับซีอิ๊วขาว และชั้นที่รองลงมาคือชั้นที่หนึ่ง เป็นต้นส่วนฉลากของซีอิ๊วขาวเห็ดหอมระบุว่ามีการผสมเห็ดหอมและเห็ดฟางด้วย ซึ่งคิดว่าเป็นการผสมน้ำที่ต้มสกัดกลิ่นเห็ด มากกว่าที่จะเติมดอกเห็ดลงในกระบวนการหมักซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วดำหวาน และซีอิ๊วหวาน เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมใกล้เคียงกัน จะแตกต่างกันที่ชนิดและปริมาณของสารให้ความหวาน บางชนิดก็ใช้น้ำตาลทราย บางชนิดก็ใช้กากน้ำตาลกินให้ถูก ซีอิ๊วขาวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแตกต่างกันอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ซีอิ๊วขาวยี่ห้อเดียวกัน ชนิดสูตร 1หรือน้ำ 1 มีราคาถึง 54 บาท/ลิตร ส่วนสูตร5 หรือน้ำ 5 มีราคาเพียง 16 บาท/ลิตร เต้าเจี้ยวก็มีราคาแตกต่างอยู่ในทำนองเดียวกันซีอิ๊วชนิดอื่นๆ เช่น ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วหวาน ที่มีส่วนผสมของซีอิ๊วขาวเกรดดีกว่าและน้ำตาลทราย ก็มักมีราคาสูงกว่าชนิดที่ใช้ซีอิ๊วขาวเกรดด้อยกว่าและกากน้ำตาล ความแตกต่างเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความสับสนแน่นอนอย่างไรก็ตามอยากจะให้ท่านผู้อ่านทำใจเสียก่อนว่า ซีอิ๊วคือเครื่องปรุงรส ความคาดหวังจากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ คือช่วยให้อาหารอร่อยถูกปากถูกใจท่านมากที่สุด ถ้าราคาไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญ ก็ควรเลือกชนิดที่มีเครื่องหมาย อย. และรสชาติถูกใจท่าน แต่ถ้าเงินเป็นปัจจัยสำคัญด้วยก็ควรเลือกชนิดที่มีเครื่องหมาย อย. โดยอาจเป็นเกรดที่รองลงมาปริมาณโปรตีนหรือสารอาหารบางตัวที่กำหนดในมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ใช้สำหรับตรวจสอบในแง่ความแท้ของผลิตภัณฑ์มากกว่ามุ่งในแง่โภชนาการ เนื่องจากคุณภาพโปรตีนและกรดอะมิโนบางส่วนในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไป จนแทบไม่ได้เป็นประโยชน์ทางโภชนาการนัก นอกจากนี้ปริมาณที่บริโภคได้ก็ถูกกำจัดด้วยความเค็ม จึงไม่เห็นด้วยกับการเลือกซื้อเพราะหวังคุณค่าทางโภชนาการดังนั้นจึงอยากเตือนผู้ปกครองว่าไม่ควรนำซีอิ๊วขาวมาคลุกข้าวต้มป้อนทารก เพราะว่าจะทำให้เด็กขาดสารอาหารได้นอกจากนี้ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือดสูง ที่นิยมใช้ซีอิ๊วแทนน้ำปลา เพราะมีเกลือน้อยกว่า ก็ควรต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคให้ลดรสเค็มในอาหารลงด้วย เพราะถ้ายังกินรสเค็มเท่าเดิมอยู่ ก็จำเป็นต้องเติมซีอิ๊วในปริมาณที่มากกว่าน้ำปลา และในที่สุดก็ยังได้รับเกลือในปริมาณเท่าเดิม มิได้เป็นการจำกัดแต่อย่างไร
เมื่อเดือนที่แล้วมีโอกาสไปชมนิทรรศการวิชาการเทคโนอินโดจีน ซึ่งแสดงเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย เพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านของเราได้เห็นกัน ที่งานนี้เองได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านซีอิ๊วท่านหนึ่ง มาแสดงเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตซีอิ๊วและเต้าเจี้ยว ซึ่งทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมากมายท่านเล่าให้ฟังว่า ตลาดสินค้าประเภทนี้โดยเฉพาะซีอิ๊วกำลังขยายตัวมาก ดังจะเห็นได้ว่ามีซีอิ๊วยี่ห้อและเกรดต่างๆมากมายในท้องตลาด ความหลากหลายดังกล่าวจึงก่อให้เกิดความสับสนให้กับผู้บริโภคพอสมควรทีเดียว เดือนนี้ก็เลยชวนท่านผู้อ่านไปสำรวจฉลากซีอิ๊วกันชนิดของซีอิ๊วและเต้าเจี้ยวสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม(สมอ.)ได้กำหนดมาตรฐานน้ำซีอิ๊ว โดยได้แบ่งประเภทของผลิตภัณฑ์ไว้ดังนี้1. ซีอิ๊วขาว หมายถึง ผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ได้จากการย่อยโปรตีนถั่วเหลืองด้วยการหมัก และมิได้มีการแต่งรสและสี2. ซีอิ๊วดำเค็ม หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำซีอิ๊วขาวมาเก็บต่อตามกรรมวิธีการผลิต(ageing) จนกระทั่งได้ความเข้มข้นและสีตามเกณฑ์ที่กำหนด3. ซีอิ๊วดำ หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากซีอิ๊วขาวผสมกับสารให้ความหวาน ในอัตราส่วนที่พอเหมาะ จนได้ความหวานและความเค็มตามเกณฑ์ที่กำหนด4. ซีอิ๊วหวาน หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากซีอิ๊วขาวในปริมาณน้อยผสมกับสารให้ความหวานจนได้ความหวานตามเกณฑ์ที่กำหนดทั้งนี้ทาง สมอ. ได้กำหนดเกณฑ์เป็นส่วนประกอบร้อยละของโปรตีน เกลือ น้ำตาล ความเป็นกรดด่าง ฯลฯ ไว้สำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด ตามที่ได้สำรวจดูในท้องตลาด ส่วนใหญ่มีประเภท (1), (3) และ (4) นอกจากนี้ยังมีบางประเภทที่มีชื่อแปลกออกไป เช่น ซีอิ๊วขาว เห็ดหอม ซีอิ๊วดำหวาน เป็นต้นขณะนี้ซีอิ๊วที่จำหน่ายอยู่มีประมาณ 5-6 ยี่ห้อ บางยี่ห้อมีหลายสูตร ส่วนเต้าเจี้ยวมีไม่มากยี่ห้อเท่าซีอิ๊ว แต่ก็ยังมีหลายเกรดเช่นกัน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักบรรจุในขวดแก้วใส ปิดด้วยฝาพลาสติก ทำให้ผู้บริโภคสามารถสังเกตเห็นผลิตภัณฑ์ได้ง่าย ยกเว้นชนิดที่เกรดรองลงมามักนิยมบรรจุในขวดสีชาพระราชบัญญัติอาหารปี พ.ศ. 2522 กำหนดให้ซีอิ๊วและเต้าเจี้ยว เป็นอาหารทั่วไปที่ต้องมีฉลากและอยู่ในหมวดของซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท โดยให้ใช้ตัวย่อสำหรับผลิตภัณฑ์เป็น “ซ” ดังนั้น ในเครื่องหมายทะเบียนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงใช้อักษรย่อว่า “ฉผซ” กรรมวิธีการผลิตซีอิ๊วก่อนที่จะเริ่มอ่านฉลากกัน ก็อยากนำท่านไปรู้จักขั้นตอนในการผลิตซีอิ๊วและเต้าเจี้ยวชนิดต่างๆโดยสังเขป เพื่อเป็นแนวทางให้เข้าใจในฉลากผลิตภัณฑ์ต่อไปซีอิ๊วขาว เป็นผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมที่นิยมผลิตมาแต่โบราณ วัตถุดิบหลักที่ใช้คือถั่วเหลือง ซึ่งถูกนำมานึ่ง หรือต้มจนสุก ทิ้งไว้จนเย็น แล้วจึงนำมาผสมกับแป้งสาลี และหัวเชื้อรา (ชนิด Aspergillus oryzae) หลังจากนั้นนำไปแผ่ไว้บนกระด้งไม้ไผ่ประมาณ 3-6 วัน เพื่อให้เชื้อราเจริญเติบโต นักวิชาการเรียกส่วนผสมที่มีเชื้อราขึ้นนี้ว่า โคจิ (Koji)บางโรงงานอาจไม่จำเป็นต้องเติมเชื้อรา เพราะใช้กระด้งเก่าที่ใช้มานาน จึงปนเปื้อนด้วยราและสปอร์อยู่แล้ว ส่วนโรงงานที่ทันสมัยก็มักใช้ตะแกรงสเตนเลสแทนกระด้งและบ่มไว้ในตู้หรือห้องที่ปรับสภาพความชื้น ปริมาณอากาศ และอุณหภูมิที่เหมาะสม ทำให้สามารถบ่มโคจิได้ครั้งละหลายร้อยกิโลกรัม และใช้เวลาที่สั้นกว่าคือประมาณ 44 ชั่วโมงเท่านั้น ในระหว่างการบ่มนี้ เชื้อราจะย่อยโปรตีน แป้ง ในถั่วเหลือง และแป้งสาลีให้เป็นกรดอะมิโนและน้ำตาล กรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ได้จากการย่อยนี้ คือ กรดกลูตามิก (glutamic acid) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนในผงชูรสนั่นเอง จึงเป็นปัจจัยหนึ่งในซีอิ๊วที่มีผลในการชูรสอาหาร นอกจากนี้น้ำตาลและกรดอะมิโนเหล่านี้ ยังมีส่วนที่ทำให้เกิดสีน้ำตาลและกลิ่นรสที่ดีในน้ำซีอิ๊วและเต้าเจี้ยว ในกระบวนการผลิตขั้นตอนต่อมา เมื่อเชื้อราเจริญเติบโตได้ที่แล้ว ผู้ผลิตก็ถ่ายโคจิลงในโอ่งขนาดเล็กที่บรรจุน้ำเกลือ ความเข้มข้นร้อยละ 18 ปิดฝาและตั้งตากแดดไว้อีกประมาณ 2-3 เดือน ในช่วงเวลานี้สารต่างๆในโคจิถูกสกัดลงในน้ำเกลือ นอกจากนี้ยังมีการสร้างกลิ่นรสของซีอิ๊วโดยจุลินทรีย์บางชนิดที่สามารถเจริญเติบโตได้หลังจากครบเวลาที่กำหนดจึงกรองส่วนที่เป็นของเหลวออก แล้วนำไปฆ่าเชื้อด้วยความร้อนต่ำ(Pasteurization)ก่อนบรรจุขวด น้ำซีอิ๊วที่ได้ในขั้นตอนนี้เรียกว่า ซีอิ๊วขาวสูตร 1 หรือน้ำ 1 ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นเกรดที่ดีที่สุด ส่วนกากที่เหลือถ้านำไปทำเต้าเจี้ยวก็ได้เต้าเจี้ยวเกรดที่ดีที่สุดเช่นกัน แต่ถ้าเติมน้ำเกลือลงไปสกัดอีก ก็จะได้ซีอิ๊วที่มีเกรดรองๆลงไป คือสูตร 2 สูตร 3 ฯลฯ เต้าเจี้ยวที่เป็นกากของซีอิ๊วเกรดรองลงมาถือว่าเป็นเต้าเจี้ยวที่มีคุณภาพรองลงมาด้วยส่วนซีอิ๊วดำเค็มน่าจะผลิตด้วยกระบวนการเดียวกับซีอิ๊วขาว แต่ใช้เวลาหมักในน้ำเกลือนานกว่า นอกจากนี้ยังมีการใช้ผสมกับน้ำตาล หรือกากน้ำตาล เพื่อทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วหวานข้อมูลบนฉลาก ส่วนผสมของซีอิ๊วขาวที่จำหน่ายนอกจากประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก คือถั่วเหลือง แป้งสาลี และเกลือแล้ว ยังมีการแต่งรสด้วยน้ำตาลและเติมสารกันบูด เช่น โซเดียมเบนโซเอต(Sodium benzoate)ด้วย ปริมาณเกลือในซีอิ๊วมีไม่สูงนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องปรุงรสชนิดอื่น เช่น น้ำปลา ผู้ผลิตจึงมักนิยมเติมสารกันบูดลงไปเพื่อช่วยป้องกันการเน่าเสียด้วย ปริมาณของสารกันบูดตามมาตรฐานคือไม่เกินร้อยละ 0.1 ซึ่งเมื่อพิจารณาปริมาณการบริโภคซีอิ๊วของแต่ละบุคคล ก็ถือว่าได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณที่น้อยมาก จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าห่วงบนฉลากของซีอิ๊วบางยี่ห้อ มีคำว่า “ซีอิ๊วขาวชั้นคุณภาพพิเศษ” ซึ่งแสดงว่าซีอิ๊วขาวยี่ห้อนี้ผ่านมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานอุตาสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม(สมอ.)ด้วย โดยปกติ สมอ. กำหนดมาตรฐานคุณภาพค่อนข้างเข้มงวด และควบคุมปัจจัยหลายอย่าง เช่น ปริมาณโปรตีน น้ำตาล ฯลฯ ชั้นคุณภาพพิเศษถือว่าเป็นชั้นที่ สมอ. ถือว่ามีคุณภาพดีที่สุดสำหรับซีอิ๊วขาว และชั้นที่รองลงมาคือชั้นที่หนึ่ง เป็นต้นส่วนฉลากของซีอิ๊วขาวเห็ดหอมระบุว่ามีการผสมเห็ดหอมและเห็ดฟางด้วย ซึ่งคิดว่าเป็นการผสมน้ำที่ต้มสกัดกลิ่นเห็ด มากกว่าที่จะเติมดอกเห็ดลงในกระบวนการหมักซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วดำหวาน และซีอิ๊วหวาน เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมใกล้เคียงกัน จะแตกต่างกันที่ชนิดและปริมาณของสารให้ความหวาน บางชนิดก็ใช้น้ำตาลทราย บางชนิดก็ใช้กากน้ำตาลกินให้ถูก ซีอิ๊วขาวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแตกต่างกันอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ซีอิ๊วขาวยี่ห้อเดียวกัน ชนิดสูตร 1หรือน้ำ 1 มีราคาถึง 54 บาท/ลิตร ส่วนสูตร5 หรือน้ำ 5 มีราคาเพียง 16 บาท/ลิตร เต้าเจี้ยวก็มีราคาแตกต่างอยู่ในทำนองเดียวกันซีอิ๊วชนิดอื่นๆ เช่น ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วหวาน ที่มีส่วนผสมของซีอิ๊วขาวเกรดดีกว่าและน้ำตาลทราย ก็มักมีราคาสูงกว่าชนิดที่ใช้ซีอิ๊วขาวเกรดด้อยกว่าและกากน้ำตาล ความแตกต่างเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความสับสนแน่นอนอย่างไรก็ตามอยากจะให้ท่านผู้อ่านทำใจเสียก่อนว่า ซีอิ๊วคือเครื่องปรุงรส ความคาดหวังจากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ คือช่วยให้อาหารอร่อยถูกปากถูกใจท่านมากที่สุด ถ้าราคาไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญ ก็ควรเลือกชนิดที่มีเครื่องหมาย อย. และรสชาติถูกใจท่าน แต่ถ้าเงินเป็นปัจจัยสำคัญด้วยก็ควรเลือกชนิดที่มีเครื่องหมาย อย. โดยอาจเป็นเกรดที่รองลงมาปริมาณโปรตีนหรือสารอาหารบางตัวที่กำหนดในมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ใช้สำหรับตรวจสอบในแง่ความแท้ของผลิตภัณฑ์มากกว่ามุ่งในแง่โภชนาการ เนื่องจากคุณภาพโปรตีนและกรดอะมิโนบางส่วนในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไป จนแทบไม่ได้เป็นประโยชน์ทางโภชนาการนัก นอกจากนี้ปริมาณที่บริโภคได้ก็ถูกกำจัดด้วยความเค็ม จึงไม่เห็นด้วยกับการเลือกซื้อเพราะหวังคุณค่าทางโภชนาการดังนั้นจึงอยากเตือนผู้ปกครองว่าไม่ควรนำซีอิ๊วขาวมาคลุกข้าวต้มป้อนทารก เพราะว่าจะทำให้เด็กขาดสารอาหารได้นอกจากนี้ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือดสูง ที่นิยมใช้ซีอิ๊วแทนน้ำปลา เพราะมีเกลือน้อยกว่า ก็ควรต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคให้ลดรสเค็มในอาหารลงด้วย เพราะถ้ายังกินรสเค็มเท่าเดิมอยู่ ก็จำเป็นต้องเติมซีอิ๊วในปริมาณที่มากกว่าน้ำปลา และในที่สุดก็ยังได้รับเกลือในปริมาณเท่าเดิม มิได้เป็นการจำกัดแต่อย่างไร
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)