ข้อดีของการดื่มกาแฟ
ลดอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือปวดไมเกรน ช่วยขจัดอาการเซื่องซึมและอ่อนล้าได้ เพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็ง
ข้อเสียของการดื่มกาแฟ
เพียงถ้วยเดียวก็สามารถเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้ หลายถ้วยต่อวัน สามารถลดความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายได้ โดยเฉพาะสตรี แคลเซี่ยมในร่างกายถูกชะล้างด้วยคาเฟอืน เป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนได้ คาเฟอีนจะแทรกแซงการหลับด้วยคลื่นรบกวนช้าๆ แต่ว่าลึกๆ ซึ่งทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที คาเฟอีนทำให้อาการวิตกกังวล หรือตื่นตกใจแย่ลง
วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553
โทษของเนื้อสัตว์
จากการสำรวจอายุเฉลี่ยและสุขภาพอนามัยของประชากรในแต่ละส่วนของโลกพบว่า ในกลุ่มประชากรที่กินเนื้อเป็นอาหารหลัก ไม่กินผักเลยหรือกินแต่น้อย จะมีอายุสั้นมากแก่เร็วและเต็มไปด้วยโรคภัยร้ายแรงคุกคามอยู่ตลอด ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับกลุ่มประชากรที่กินแต่อาหารพืชผักผลไม้เป็นหลัก พบว่ามีอายุยืนร่างกายแข็งแรง และปราศจากโรคภัยร้ายแรงใด ๆ ฉะนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า “การกินเนื้อสัตว์เป็นเหตุบั่นทอนอายุให้สั้นลง ทำลายสุขภาพให้เสื่อมโทรม และก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ” จากผลการวิเคราะห์เนื้อสัตว์ของสถาบันโภชนาการพบอันตรายที่สำคัญยิ่ง ๕ ประการ
๑. เลือดและเนื้อของสัตว์เป็นพิษ ก่อนที่สัตว์จะถูกฆ่าโดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ ๆ ซึ่งมีจิตสำนึกค่อนข้างสูงเช่น วัว ควาย หมู สัตว์เหล่านี้จะเกิดความกลัวสุดขีดและพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ในช่วงเวลานั้นชีวะเคมีในตัวสัตว์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเกิดขึ้น ฮอร์โมนที่เป็นพิษจำนวนมากจะถูกขับออกมาโดยเฉพาะสารแอดรีนาลิน พิษของฮอร์โมนนี้จะแพร่กระจายแทรกซึมเข้าไปในเลือดและเนื้อทุกส่วน แม้ว่าสัตว์นั้นจะตายไปแล้ว แต่พิษนั้นก็ยังคงอยู่ต่อไปสารแอดรีนาลินนี้สามารถพบได้ในร่างกายของคนเราด้วยเช่นกัน มันจะหลั่งออกมามากในขณะที่บุคคลผู้นั้นเกิดอารมณ์โกรธเกลียด เครียดแค้น หรือตกใจกลัวสุดขีด เพราะฉะนั้นคนที่อารมณ์รุนแรงและตึงเครียด โมโหร้าย เจ้าอารมณ์ มักมีสุขภาพร่างกายไม่ดี ใบหน้าหมองคล้ำ ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ เสมอ แก่เกินวัยและตายเร็ว ตรงกันข้ามกับคนที่มีจิตใจดี อารมณ์ดี จะมีใบหน้าสดใส ร่าเริง แก่ช้า อายุยืน และสุขภาพอนามัยดีสถาบันโภชนาการประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า “เนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าตาย เต็มไปด้วยเลือดที่เป็นพิษและสารพิษอื่น ๆ มากมาย” พบว่าหลังจากที่สัตว์ตายไป ๒-๓ ชั่วโมง เนื้อสัตว์จะเป็นกรดมากขึ้นทุกขณะ กรดนี้คือน้ำเนื้อซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทรับรสที่อยู่บนลิ้น ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเนื้อมีรส ชาดอร่อย ฉะนั้นผู้ที่ปรุงอาหารเนื้อจึงไม่นิยมนำเนื้อไปล้างน้ำ เพราะจะทำให้มีรสจืด แต่กรดในน้ำเนื้อนี้มีฤทธิ์กระตุ้นสมอง กระตุ้นจิตใจ และอารมณ์ให้มีความรุนแรง ฉะนั้นชนชาติที่นิยมกินแต่เนื้อสัตวว์จะมีความก้าวร้าวรุนแรงจ้องประหัตประหารล้างผลาญ คิดสร้างสรรค์อาวุธขึ้นมาทำลายล้างซึ่งกันและกัน นับวันก็ยิ่งทวีความโหดร้ายรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้วิจัยพบว่าในเนื้อสัน ๑ กิโลกรัม จะมีกรดยูริคอยู่ถึง ๓๐ กรัม กรดยูริคในเนื้อมีสารยูเรียซึ่งจะเข้าไปสะสมในร่างกายสารนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยากแก่การขับถ่ายและไม่สามารถสลายตัวได้ง่าย ส่วนที่ตกค้างก็จะถูกส่งไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยจับเป็นผลึกอยู่ตามกล้ามเนื้อไขข้อและกระดูก ทำให้เป็นโรคไต โรคเก๊า โรคไขข้ออักเสบ ฯลฯแพทย์พบว่าไตของคนกินเนื้อต้องทำงานมากกว่าคนกินผักถึง ๓ เท่า เพื่อขับสิ่งสกปรก และสารพิษในเนื้อที่กินเข้าไป แม้ว่าขณะอยู่ในวัยหนุ่มสาวจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่พออายุมากขึ้นไตทีต้องทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ย่อมไม่อาจจะทนไหว อาการเจ็บป่วยจึงเริ่มปรากฏให้เห็นเช่น โรคไตพิการ ไตวาย นิ่วในไต โรคเ และโรคไขข้อ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการจับเป็นผลึกของกรดยูริค ภายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั่นเองทุกวันนี้คนเราตกอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์และอาหารดัดแปลงต่าง ๆ เมื่อร่างกายสะสมพิษเข้าไว้มาก ๆ ในที่สุดก็ต้องเจ็บป่วย ครั้นแล้วก็กลับพากันกินยาซึ่งสกัดจากสารเคมีเข้าไปรักษาความเจ็บป่วยนั้น บางครั้งยาที่คิดว่าจะช่วยรักษาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น กลับให้ผลแทรกซ้อนข้างเคียง ทำให้อาการของโรคย่ำแย่ลงไปอีกบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาปฏิบัติตนกันใหม่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
๒. สารเคมีในเนื้อ นับตั้งแต่สัตว์ถูกฆ่า ตัดชำแหละเป็นชิ้น ๆ แยกประเภทนำบรรจุเข้าตู้แช่แล้วขนส่งไปยังตลาดจำหน่าย เนื้อสัตว์ต้องตกค้างอยู่เป็นเวลาหลายวันเพื่อรอผู้บริโภคมาซื้อไป กว่าจะถูกปรุงเสร็จเป็นอาหารก็เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ตามธรรมดาเนื้อสัตว์จะคงความสดอยู่ได้ไม่นานก็จะแปรสภาพ สีจะกลายเป็นสีเทาอมเขียว ดังนั้นในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์จึงมีการใช้สารเคมีช่วยยืดอายุการเน่าเสีย และเจือสารรักษาสีให้เนื้อมีสีแดงดูสดนาน สารเคมีเหล่านี้ทางการแพทย์พบว่าเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ ปัจจุบันในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ใช้สารเคมีและฮอร์โมนผสมลงในอาหารสัตว์เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ทำให้สัตว์อ้วนท้วนโตเร็ว เนื้อสัตว์ที่ได้จะมีสีสรรน่าซื้อแต่การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคได้รับสารพิษต่าง ๆ มากมายเมื่อบริโภคเนื้อนั้นเข้าไปเป็นประจำ มีการฉีดเซรุ่มและยาปฏิชีวนะต่าง ๆ เพื่อป้องกันโรคระบาดสัตว์ ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำร่างกายมักมีการต้านยา เมื่อเจ็บป่วยยาที่กินจึงไม่ค่อยได้ผลเช่นเดียวกับการใช้ยาฆ่าแมลงศัตรูพืชมาก ๆ แมลงเหล่านั้นก็จะมีความต้านทานยามากขึ้นเรื่อย ๆ ยาที่มีความรุ่นแรงในขนาดเดิมจะใช้ไม่ได้ผล แมลงกลับจะทวีจำนวนมากขึ้น ๆ ปัจจุบันได้พบข้อผิดพลาดนี้จึงมีการเสนอให้ป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีการรักษาสมดุลย์ของสัตว์ที่กินแมลงศัตรูพืชนั้น ๆ เป็นอาหารนักวิทยาศาสตร์อังกฤษและอเมริกาพบว่า คนกินเนื้อเป็นประจำทำให้แบคทีเรียในลำไส้เล็กจะทำปฏิกิริยากับน้ำย่อยของร่างกายทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในลำไส้ โรคนี้พบมากในกลุ่มคนที่กินเนื้อสัตว์เป็นประจำ เช่นแถบอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก แต่แพทย์ไม่พบเลยในกลุ่มคนทีรับประทานแต่อาหารพืชผักผลไม้ หรืออาหารมังสวิรัติเช่น ในประเทศอินเดีย เป็นต้น
ในอเมริกาคนเป็นมะเร็งสำไส้มาก เพราะต่างนิยมบริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก ส่วนคนในสก๊อตแลนด์กินเนื้อมากกว่าคนประเทศอังกฤษ ๒๐% สถิติการป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ของคนในสก๊อตแลนด์ก็มากกว่าคนในอังกฤษเป็นอัตราส่วน ๒๐% เช่นกันแม้แต่น้ำมันจากสัตว์ เมื่อได้รับความร้อนจะเกิดสารแมททิลคอลเรนทีน สารนี้ทำให้เกิดโรคมะเร็งในคน แต่ไม่พบสารนี้ในน้ำมันพืชเลย ปัจจุบันจึงมีนิยมเอาน้ำมันจากสัตว์มาปรุงอาหารรับประทาน ในเนื้อย่าง ๑ กิโลกรัม จะมีสารโซไพริน เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ถึง ๖๐๐ มวน ซึ่งทำให้คนเป็นมะเร็งได้เช่นเดียวกัน มีการพิสูจน์พบว่าในเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าที่ฉีดพ่นด้วย ดี.ดี.ที ก็จะพบสาร ดี.ดี.ที อยู่ด้วยในเนื้อวัวนั้นเป็นปริมาณที่ก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งสาร ดี.ดี.ที นี้สามารถทำให้เป็นหมัน มะเร็ง และโรคตับ จากการทดลองของมหาวิทยาลัยไอโอวายืนยันว่า “สาร ดี.ดี.ที ในร่างกายของคนส่วนใหญ่ได้รับมาจากเนื้อสัตว์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเนื้อสัตว์สามารถเก็บกักสาร ดี.ดี.ที ไว้ได้ในปริมาณมากกว่าพืชผักผลไม้ ใบหญ้าถึง ๑๓ เท่า ปัจจุบันเกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงในปริมาณที่มาก ฉะนั้นผักที่มีใบห่อหุ้มเป็นชั้น ๆ เช่น ผักกาดขาว ผู้ปรุงควรดึงเปลือกชั้นนอกออกทิ้งไปสัก ๒-๓ ใบ ส่วนกระหล่ำดอกควรนำไปล้างในน้ำที่ละลายด้วยเกลือป่นเล็กน้อย ผักที่เก็บกักปริมาณยาฆ่าแมลงไว้มาก ควรล้างให้นาน โดยปล่อยน้ำให้ไหลตลอดเวลา เพื่อล้างยาฆ่าแมลงออกให้หมดก่อนนำไปปรุงอาหารขอแนะนำว่า ควรเลือกซื้อผักที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติและปลอดสารพิษมาปรุงอาหาร (ORGANIZED GROWN AND NON – PESTICIDE)หนังสือพิมพ์ชิคาโคทรีบูน (CHICAGO TRIBUNE) ได้ตีพิมพ์เรื่องการเลี้ยงดูอย่างผิดธรรมชาติในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ว่า “เป็นการทำลายสมดุลย์ชีวเคมีในร่างกายของสัตว์เช่นอุตสาหกรรมเลี้ยงไก่ ลูกไก่ที่เกิดใหม่จะถูกฉีด กระตุ้นด้วยยาอาหารและสารเคมีต่าง ๆ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต สัตว์จำนวนนับหมื่น ๆ ชีวิตถูกจำกัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คับแคบ ชีวิตที่น่าสงสารทั้งหมดอยู่ในกรงขนาดจิ๋ว เป็นการเลี้ยงในระบบขั้นบันได เมื่อสัตว์มีขนาดโตขึ้นก็จะเลื่อนลงมาตามชั้นที่จัดวาง สัตว์ถูกเลี้ยงให้อยู่ในพื้นที่จำกัด เพื่อให้ตัวโตไขมันมากมีเนื้อเยอะทุกชีวิตไม่มีโอกาสได้เห็นแสงอาทิตย์แสงจันทร์ ไม่ได้รับอากาศบริสุทธิ์หรือการออกกำลังกายเลย ไก่จึงขาดความแข็งแรงตามธรรมชาติ จะพบว่าไก่จำนวนมากที่เลี้ยวโดยวิธีดังกล่าวมีรูปร่างวิปริตผิดธรรมดามีเนื้องอกขั้นร้ายแรงเกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ การเลี้ยงสัตว์ในลักษณะเช่นนี้เป็นการเลี้ยงดูที่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง เนื้อสัตว์ที่ได้จึงเต็มไปด้วย สารเคมีที่เป็นพิษเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้บริโภค”
๓. โรคจากสัตว์ มนุษย์มีความรู้เรื่องสุขอนามัย แต่ก็ยังคงเจ็บป่วยเป็นโรคได้ สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ หากินคลุกคลีอยู่กับพื้นดินกินอาหารไม่เลือกจึงมักติดเชื้อและเป็นโรคต่าง ๆ เสมอ ในชนบทเมื่อหมู ไก่ วัว สัตว์เลี้ยงตายลงก็จึงนำไปปรุงอาหารโดยไม่อาจรู้ได้เลยว่าสัตว์นั้นตายด้วยโรคอะไร เชื้อโรคบางชนิดไม่อาจถูกทำลายด้วยความร้อน ผู้บริโภคจึงได้รับเชื้อโรคจากสัตว์ที่ป่วยนั้นเข้าไปโดยตรงในโรงงานอุตสาหกรรมชำแหละเนื้อสัตว์ จะพบสัตว์ที่มีเนื้องอกผิดรูปร่างอยู่เป็นจำนวนมาก เนื้อสำเร็จรูปบางประเภททำมาจากส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ โดยนำมาบดรวมกันลัวผสมสีเจือกลิ่นเครื่องเทศแล้วบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ปรากฎว่านักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเอาตับของสัตว์ที่เป็นโรคไปเลี้ยงปลา ปลาเหล่านั้นก็เกิดเป็นโรคเช่นกัน ชาวอเมริกันบริโภคเนื้อสัตว์มากเป็นอันดับหนึ่งของโลกพบว่าประชากร ๑ คนในจำนวนทุก ๆ ๒ คน จะต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจและที่สำคัญไขมันคลอเลสเตอรอลจากสัตว์ไม่สามารถสลายตัวในร่างกายของมนุษย์เมื่อสะสมมากขึ้นจะจับเป็นก้อนแข็งตัวในหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแคบลงเป็นเหตุให้เส้นเลือดตีบ หัวใจจึงทำงานหนักในการสูบฉีดโลหิต หากมีไขมันอุดตันในเส้นเลือดเมื่อเลือดสูบฉีดแรงจะทำให้เส้นโลหิตในสมองแตก และเป็นอัมพาตในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ วารสารทางการแพทย์อเมริการายงานว่า อาหารธัญญาพืชทั้งหมดสามารถป้องกันโรคหัวใจได้ ๙๐ ถึง ๙๗% นักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการกล่าวว่ากากและเส้นใยของอาหารพืช ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้ ด๊อกเตอร์ยูดี รีจีสเตอร์ หัวหน้าภาควิชาโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัย โรมาลินดา ในรัฐแคลิฟอเนียร์ได้ทดลองให้ผู้ป่วยรับประทานแต่อาหารประเภทถั่วและธัญญาพืชต่าง ๆ ปรากฎว่าระดับไขมันคลอเรสเตอร์รอลลดลงทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังคงกินเนยในปริมาณที่มากอยู่ก็ตาม อาหารและไขมันจากพืชไม่มีสารคลอเรสเตอรอลอยู่เลย ปัจจุบันจึงนิยมประกอบอาหารด้วยน้ำมันพืชเท่านั้น ในเนื้อสัตว์ยังมีธาตุโซเดียมสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ โรคหมดกำลังวังชา โรคกระเพาะ โรคเบาหวานผัก ผลไม้สด ๆ ซึ่งเก็บมาใหม่ ๆ เป็นอาวุธที่มีอานุภาพจะต่อสู้โรคต่าง ๆ ได้หลายชนิด การออกกำลังกายประกอบกับการหายใจ การนอนหลับพักผ่อน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ดื่มน้ำสะอาดและรับแสงแดดดี ๆ สิ่งเหล่านี้ปะกอบกันทั้งหมดจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้
๔.การเน่าเสียเร็ว ในทันทีที่สัตว์ตายลง ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย สารโปรตีนในตัวสัตว์จะจับกันเป็นก้อนพร้อมกับปล่อยเอ็นไซม์ที่มีพิษออกมาทำให้เนื้อเน่าเสียอย่างรวดเร็ว ต่างไปจากพวกพืชผักซึ่งมีโครงสร้างของผนังเซลล์ ไม่สลับซับซ้อนมีความมั่นคงทำให้ขบวนการเน่าเสียเป็นไปอย่างช้ามากหากนำเนื้อสัตว์มา ๑ จาน และผักสด ๑ ต้น นำมาตั้งวางไว้ ภายในวันเดียวเนื้อจะเริ่มบูดเน่า แต่ผักแม้จะทิ้งไว้เป็นเวลาหลายวันก็จะเพียงแต่เฉาลง ผักเหล่านี้เมื่อนำไปแช่น้ำก็จะกลับฟื้นสดขึ้นดังเดิม เนื้อสัตว์ส่วนใหญ่หากทิ้งไว้จะพบตัวพยาธิและมันจะโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายของคนพร้อมกับแพร่พันธุ์ทวีจำนวนมากขึ้นจนน่ากลัว เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ พยาธิตัวจี๊ด พยาธิปากขอ ฯลฯส่วนผักผลไม้เราจะพบตัวหนอนที่เป็นศัตรูพืชบ้าง แต่ตัวหนอนเหล่านี้เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ก็จะกลายเป็นผีเสื้อ แมลงวันทองหรือแมลงอื่น ๆ ไม่ใช่พยาธิอย่างในเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ต้องผ่านขั้นตอนที่ยาวนาน เริ่มตั้งแต่สัตว์ถูกฆ่าจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำชำแหละแยกประเภทส่วนต่าง ๆ นำเข้าในห้องเย็นเพื่อจัดลำเลียงส่งไปยังตลาด ตามห้างร้าน ขณะที่วางขายก็จะต้องอยู่ในตู้แช่แข็งตลอดเวลาเพื่อยืดอายุการเน่าเสียให้นานที่สุด เมื่อ แม่บ้านซื้อไปแล้วใช้ไม่หมดก็ต้องเก็บเข้าไว้ในตู้เย็นอีก ลองนึกดูว่าเนื้อสัตว์ที่ปรุงเป็นอาหารให้เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อจะอยู่ในสภาพเช่นไร แน่นอนที่สุดทันทีหลังจากรับประทานอาหารเข้าไปแล้ว เนื้อก็จะเริ่มบูดเน่าอยู่ภายในร่างกายของเรา ร่างกายต้องใช้เวลา ๓-๕ วันเนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปจึงจะถูกขับถ่ายออกมาได้หมด ซึ่งต่างจากกากใยของพืชที่จะถูกขับออกจากร่างกายได้ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ในระหว่างที่เนื้อสัตว์ตกค้างในลำไส้ เนื้อซึ่งกำลังบูดเน่าได้สัมผัสกับอวัยวะย่อยอาหารของเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้ลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กทำงานผิดปกติเป็นสาเหตุให้เกิดโรคลำไส้และโรคอื่น ๆ ติดตามมานายแพทย์ท่านหนึ่งได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับอาหารเนื้อสัตว์ว่า “เป็นการดีที่จะรับประทานอาหารผักด้วยความโล่งใจ สบายใจ โดยไม่ต้องเป็นกังวลว่าอาหารนั้นปรุงมาจากเนื้อสัตว์ประเภทไหน”
๕. การขับถ่ายไม่สะดวก เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีกากหรือเส้นใย ทำให้เคลื่อนตัวไปตามทางเดินอาหารได้ช้ากว่าอาหารประเภทพืชผักถึง ๔ เท่า อาหารเนื้อใช้เวลายาวนานมากกว่าจะถึงระบบขับถ่าย ในระหว่างการย่อยที่ยาวนาน กากอาหารจะถูกดูดเอาน้ำไปมากทำให้ผู้ที่นิยมรับประทานแต่อาหารเนื้อมีอุจจาระแข็ง แห้ง ถ่ายลำบาก มักป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบขับถ่ายหลายอย่าง เช่น โรคท้องผูกเรื้อรัง โรคริดสีดวงทวาร เป็นต้นดังกล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าเนื้อสัตว์เป็นบ่อเกิดของโรคในทุกระบบของร่างกาย เริ่มตั้งแต่ระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินอาหารรวมไปถึงระบบการขับถ่าย ล้วนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ มากมาย เมื่อกินเนื้อทุก ๆ วัน ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ มากมาย เมื่อกินเนื้อทุก ๆ วันก็เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ทุก ๆ วัน อาหารพืชผักผลไม้มีกากและเส้นใยมาก เมื่อรับประทานเป็นประจำก็จะช่วยป้องกัน และยับยั้งโรคริดสีดวง โรคมะเร็งลำไส้ โรคไส้ติ่ง โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไม่ให้เกิดขึ้น จากการสำรวจเราจะไม่เจอโรคเหล่านี้ในประชากรที่รับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เลย ในปัจจุบันนี้ชาวตะวันตกทั้งหลาย หันมารับประทานอาหารพืชผักผลไม้กันมาก ก็เพราะเหตุผลของสุขภาพอนามัยร่างกายมากกว่าเรื่องศีลธรรมความเชื่อและจิตใจ ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์แพทย์พบวิธีรักษาที่เป็นธรรมชาติที่สุดในการรักษาโรคทั้งหลายก็คือ เลิกกินเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาดท่านเคยคิดบ้างไหมว่า การรักษาเมื่อเจ็บป่วยและเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เป็นการสูญเสียเงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากไปอย่างน่าเสียดายที่สุด ไม่ว่าใครก็อยากมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน เพราะสิ่งเหล่านี้เงินทองซื้อไม่ได้คนเราทุกคนสร้างบ้านเรือนของเราด้วยไม้ ด้วยวัสดุอย่างดี ก็เพื่อให้มีความคงทนแข็งแรง จะได้อาศัยอยู่อย่างมีความสุข ฉะนั้นเราก็ควรสร้างร่างกายของเราด้วยอาหารที่เป็นธรรมชาติอันแท้จริงของมนุษย์ เพื่อให้ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขเช่นเดียว
๑. เลือดและเนื้อของสัตว์เป็นพิษ ก่อนที่สัตว์จะถูกฆ่าโดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ ๆ ซึ่งมีจิตสำนึกค่อนข้างสูงเช่น วัว ควาย หมู สัตว์เหล่านี้จะเกิดความกลัวสุดขีดและพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ในช่วงเวลานั้นชีวะเคมีในตัวสัตว์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเกิดขึ้น ฮอร์โมนที่เป็นพิษจำนวนมากจะถูกขับออกมาโดยเฉพาะสารแอดรีนาลิน พิษของฮอร์โมนนี้จะแพร่กระจายแทรกซึมเข้าไปในเลือดและเนื้อทุกส่วน แม้ว่าสัตว์นั้นจะตายไปแล้ว แต่พิษนั้นก็ยังคงอยู่ต่อไปสารแอดรีนาลินนี้สามารถพบได้ในร่างกายของคนเราด้วยเช่นกัน มันจะหลั่งออกมามากในขณะที่บุคคลผู้นั้นเกิดอารมณ์โกรธเกลียด เครียดแค้น หรือตกใจกลัวสุดขีด เพราะฉะนั้นคนที่อารมณ์รุนแรงและตึงเครียด โมโหร้าย เจ้าอารมณ์ มักมีสุขภาพร่างกายไม่ดี ใบหน้าหมองคล้ำ ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ เสมอ แก่เกินวัยและตายเร็ว ตรงกันข้ามกับคนที่มีจิตใจดี อารมณ์ดี จะมีใบหน้าสดใส ร่าเริง แก่ช้า อายุยืน และสุขภาพอนามัยดีสถาบันโภชนาการประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า “เนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าตาย เต็มไปด้วยเลือดที่เป็นพิษและสารพิษอื่น ๆ มากมาย” พบว่าหลังจากที่สัตว์ตายไป ๒-๓ ชั่วโมง เนื้อสัตว์จะเป็นกรดมากขึ้นทุกขณะ กรดนี้คือน้ำเนื้อซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทรับรสที่อยู่บนลิ้น ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเนื้อมีรส ชาดอร่อย ฉะนั้นผู้ที่ปรุงอาหารเนื้อจึงไม่นิยมนำเนื้อไปล้างน้ำ เพราะจะทำให้มีรสจืด แต่กรดในน้ำเนื้อนี้มีฤทธิ์กระตุ้นสมอง กระตุ้นจิตใจ และอารมณ์ให้มีความรุนแรง ฉะนั้นชนชาติที่นิยมกินแต่เนื้อสัตวว์จะมีความก้าวร้าวรุนแรงจ้องประหัตประหารล้างผลาญ คิดสร้างสรรค์อาวุธขึ้นมาทำลายล้างซึ่งกันและกัน นับวันก็ยิ่งทวีความโหดร้ายรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้วิจัยพบว่าในเนื้อสัน ๑ กิโลกรัม จะมีกรดยูริคอยู่ถึง ๓๐ กรัม กรดยูริคในเนื้อมีสารยูเรียซึ่งจะเข้าไปสะสมในร่างกายสารนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยากแก่การขับถ่ายและไม่สามารถสลายตัวได้ง่าย ส่วนที่ตกค้างก็จะถูกส่งไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยจับเป็นผลึกอยู่ตามกล้ามเนื้อไขข้อและกระดูก ทำให้เป็นโรคไต โรคเก๊า โรคไขข้ออักเสบ ฯลฯแพทย์พบว่าไตของคนกินเนื้อต้องทำงานมากกว่าคนกินผักถึง ๓ เท่า เพื่อขับสิ่งสกปรก และสารพิษในเนื้อที่กินเข้าไป แม้ว่าขณะอยู่ในวัยหนุ่มสาวจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่พออายุมากขึ้นไตทีต้องทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ย่อมไม่อาจจะทนไหว อาการเจ็บป่วยจึงเริ่มปรากฏให้เห็นเช่น โรคไตพิการ ไตวาย นิ่วในไต โรคเ และโรคไขข้อ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการจับเป็นผลึกของกรดยูริค ภายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั่นเองทุกวันนี้คนเราตกอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์และอาหารดัดแปลงต่าง ๆ เมื่อร่างกายสะสมพิษเข้าไว้มาก ๆ ในที่สุดก็ต้องเจ็บป่วย ครั้นแล้วก็กลับพากันกินยาซึ่งสกัดจากสารเคมีเข้าไปรักษาความเจ็บป่วยนั้น บางครั้งยาที่คิดว่าจะช่วยรักษาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น กลับให้ผลแทรกซ้อนข้างเคียง ทำให้อาการของโรคย่ำแย่ลงไปอีกบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาปฏิบัติตนกันใหม่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
๒. สารเคมีในเนื้อ นับตั้งแต่สัตว์ถูกฆ่า ตัดชำแหละเป็นชิ้น ๆ แยกประเภทนำบรรจุเข้าตู้แช่แล้วขนส่งไปยังตลาดจำหน่าย เนื้อสัตว์ต้องตกค้างอยู่เป็นเวลาหลายวันเพื่อรอผู้บริโภคมาซื้อไป กว่าจะถูกปรุงเสร็จเป็นอาหารก็เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ตามธรรมดาเนื้อสัตว์จะคงความสดอยู่ได้ไม่นานก็จะแปรสภาพ สีจะกลายเป็นสีเทาอมเขียว ดังนั้นในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์จึงมีการใช้สารเคมีช่วยยืดอายุการเน่าเสีย และเจือสารรักษาสีให้เนื้อมีสีแดงดูสดนาน สารเคมีเหล่านี้ทางการแพทย์พบว่าเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ ปัจจุบันในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ใช้สารเคมีและฮอร์โมนผสมลงในอาหารสัตว์เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ทำให้สัตว์อ้วนท้วนโตเร็ว เนื้อสัตว์ที่ได้จะมีสีสรรน่าซื้อแต่การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคได้รับสารพิษต่าง ๆ มากมายเมื่อบริโภคเนื้อนั้นเข้าไปเป็นประจำ มีการฉีดเซรุ่มและยาปฏิชีวนะต่าง ๆ เพื่อป้องกันโรคระบาดสัตว์ ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำร่างกายมักมีการต้านยา เมื่อเจ็บป่วยยาที่กินจึงไม่ค่อยได้ผลเช่นเดียวกับการใช้ยาฆ่าแมลงศัตรูพืชมาก ๆ แมลงเหล่านั้นก็จะมีความต้านทานยามากขึ้นเรื่อย ๆ ยาที่มีความรุ่นแรงในขนาดเดิมจะใช้ไม่ได้ผล แมลงกลับจะทวีจำนวนมากขึ้น ๆ ปัจจุบันได้พบข้อผิดพลาดนี้จึงมีการเสนอให้ป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีการรักษาสมดุลย์ของสัตว์ที่กินแมลงศัตรูพืชนั้น ๆ เป็นอาหารนักวิทยาศาสตร์อังกฤษและอเมริกาพบว่า คนกินเนื้อเป็นประจำทำให้แบคทีเรียในลำไส้เล็กจะทำปฏิกิริยากับน้ำย่อยของร่างกายทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในลำไส้ โรคนี้พบมากในกลุ่มคนที่กินเนื้อสัตว์เป็นประจำ เช่นแถบอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก แต่แพทย์ไม่พบเลยในกลุ่มคนทีรับประทานแต่อาหารพืชผักผลไม้ หรืออาหารมังสวิรัติเช่น ในประเทศอินเดีย เป็นต้น
ในอเมริกาคนเป็นมะเร็งสำไส้มาก เพราะต่างนิยมบริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก ส่วนคนในสก๊อตแลนด์กินเนื้อมากกว่าคนประเทศอังกฤษ ๒๐% สถิติการป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ของคนในสก๊อตแลนด์ก็มากกว่าคนในอังกฤษเป็นอัตราส่วน ๒๐% เช่นกันแม้แต่น้ำมันจากสัตว์ เมื่อได้รับความร้อนจะเกิดสารแมททิลคอลเรนทีน สารนี้ทำให้เกิดโรคมะเร็งในคน แต่ไม่พบสารนี้ในน้ำมันพืชเลย ปัจจุบันจึงมีนิยมเอาน้ำมันจากสัตว์มาปรุงอาหารรับประทาน ในเนื้อย่าง ๑ กิโลกรัม จะมีสารโซไพริน เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ถึง ๖๐๐ มวน ซึ่งทำให้คนเป็นมะเร็งได้เช่นเดียวกัน มีการพิสูจน์พบว่าในเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าที่ฉีดพ่นด้วย ดี.ดี.ที ก็จะพบสาร ดี.ดี.ที อยู่ด้วยในเนื้อวัวนั้นเป็นปริมาณที่ก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งสาร ดี.ดี.ที นี้สามารถทำให้เป็นหมัน มะเร็ง และโรคตับ จากการทดลองของมหาวิทยาลัยไอโอวายืนยันว่า “สาร ดี.ดี.ที ในร่างกายของคนส่วนใหญ่ได้รับมาจากเนื้อสัตว์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเนื้อสัตว์สามารถเก็บกักสาร ดี.ดี.ที ไว้ได้ในปริมาณมากกว่าพืชผักผลไม้ ใบหญ้าถึง ๑๓ เท่า ปัจจุบันเกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงในปริมาณที่มาก ฉะนั้นผักที่มีใบห่อหุ้มเป็นชั้น ๆ เช่น ผักกาดขาว ผู้ปรุงควรดึงเปลือกชั้นนอกออกทิ้งไปสัก ๒-๓ ใบ ส่วนกระหล่ำดอกควรนำไปล้างในน้ำที่ละลายด้วยเกลือป่นเล็กน้อย ผักที่เก็บกักปริมาณยาฆ่าแมลงไว้มาก ควรล้างให้นาน โดยปล่อยน้ำให้ไหลตลอดเวลา เพื่อล้างยาฆ่าแมลงออกให้หมดก่อนนำไปปรุงอาหารขอแนะนำว่า ควรเลือกซื้อผักที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติและปลอดสารพิษมาปรุงอาหาร (ORGANIZED GROWN AND NON – PESTICIDE)หนังสือพิมพ์ชิคาโคทรีบูน (CHICAGO TRIBUNE) ได้ตีพิมพ์เรื่องการเลี้ยงดูอย่างผิดธรรมชาติในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ว่า “เป็นการทำลายสมดุลย์ชีวเคมีในร่างกายของสัตว์เช่นอุตสาหกรรมเลี้ยงไก่ ลูกไก่ที่เกิดใหม่จะถูกฉีด กระตุ้นด้วยยาอาหารและสารเคมีต่าง ๆ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต สัตว์จำนวนนับหมื่น ๆ ชีวิตถูกจำกัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คับแคบ ชีวิตที่น่าสงสารทั้งหมดอยู่ในกรงขนาดจิ๋ว เป็นการเลี้ยงในระบบขั้นบันได เมื่อสัตว์มีขนาดโตขึ้นก็จะเลื่อนลงมาตามชั้นที่จัดวาง สัตว์ถูกเลี้ยงให้อยู่ในพื้นที่จำกัด เพื่อให้ตัวโตไขมันมากมีเนื้อเยอะทุกชีวิตไม่มีโอกาสได้เห็นแสงอาทิตย์แสงจันทร์ ไม่ได้รับอากาศบริสุทธิ์หรือการออกกำลังกายเลย ไก่จึงขาดความแข็งแรงตามธรรมชาติ จะพบว่าไก่จำนวนมากที่เลี้ยวโดยวิธีดังกล่าวมีรูปร่างวิปริตผิดธรรมดามีเนื้องอกขั้นร้ายแรงเกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ การเลี้ยงสัตว์ในลักษณะเช่นนี้เป็นการเลี้ยงดูที่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง เนื้อสัตว์ที่ได้จึงเต็มไปด้วย สารเคมีที่เป็นพิษเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้บริโภค”
๓. โรคจากสัตว์ มนุษย์มีความรู้เรื่องสุขอนามัย แต่ก็ยังคงเจ็บป่วยเป็นโรคได้ สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ หากินคลุกคลีอยู่กับพื้นดินกินอาหารไม่เลือกจึงมักติดเชื้อและเป็นโรคต่าง ๆ เสมอ ในชนบทเมื่อหมู ไก่ วัว สัตว์เลี้ยงตายลงก็จึงนำไปปรุงอาหารโดยไม่อาจรู้ได้เลยว่าสัตว์นั้นตายด้วยโรคอะไร เชื้อโรคบางชนิดไม่อาจถูกทำลายด้วยความร้อน ผู้บริโภคจึงได้รับเชื้อโรคจากสัตว์ที่ป่วยนั้นเข้าไปโดยตรงในโรงงานอุตสาหกรรมชำแหละเนื้อสัตว์ จะพบสัตว์ที่มีเนื้องอกผิดรูปร่างอยู่เป็นจำนวนมาก เนื้อสำเร็จรูปบางประเภททำมาจากส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ โดยนำมาบดรวมกันลัวผสมสีเจือกลิ่นเครื่องเทศแล้วบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ปรากฎว่านักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเอาตับของสัตว์ที่เป็นโรคไปเลี้ยงปลา ปลาเหล่านั้นก็เกิดเป็นโรคเช่นกัน ชาวอเมริกันบริโภคเนื้อสัตว์มากเป็นอันดับหนึ่งของโลกพบว่าประชากร ๑ คนในจำนวนทุก ๆ ๒ คน จะต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจและที่สำคัญไขมันคลอเลสเตอรอลจากสัตว์ไม่สามารถสลายตัวในร่างกายของมนุษย์เมื่อสะสมมากขึ้นจะจับเป็นก้อนแข็งตัวในหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแคบลงเป็นเหตุให้เส้นเลือดตีบ หัวใจจึงทำงานหนักในการสูบฉีดโลหิต หากมีไขมันอุดตันในเส้นเลือดเมื่อเลือดสูบฉีดแรงจะทำให้เส้นโลหิตในสมองแตก และเป็นอัมพาตในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ วารสารทางการแพทย์อเมริการายงานว่า อาหารธัญญาพืชทั้งหมดสามารถป้องกันโรคหัวใจได้ ๙๐ ถึง ๙๗% นักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการกล่าวว่ากากและเส้นใยของอาหารพืช ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้ ด๊อกเตอร์ยูดี รีจีสเตอร์ หัวหน้าภาควิชาโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัย โรมาลินดา ในรัฐแคลิฟอเนียร์ได้ทดลองให้ผู้ป่วยรับประทานแต่อาหารประเภทถั่วและธัญญาพืชต่าง ๆ ปรากฎว่าระดับไขมันคลอเรสเตอร์รอลลดลงทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังคงกินเนยในปริมาณที่มากอยู่ก็ตาม อาหารและไขมันจากพืชไม่มีสารคลอเรสเตอรอลอยู่เลย ปัจจุบันจึงนิยมประกอบอาหารด้วยน้ำมันพืชเท่านั้น ในเนื้อสัตว์ยังมีธาตุโซเดียมสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ โรคหมดกำลังวังชา โรคกระเพาะ โรคเบาหวานผัก ผลไม้สด ๆ ซึ่งเก็บมาใหม่ ๆ เป็นอาวุธที่มีอานุภาพจะต่อสู้โรคต่าง ๆ ได้หลายชนิด การออกกำลังกายประกอบกับการหายใจ การนอนหลับพักผ่อน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ดื่มน้ำสะอาดและรับแสงแดดดี ๆ สิ่งเหล่านี้ปะกอบกันทั้งหมดจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้
๔.การเน่าเสียเร็ว ในทันทีที่สัตว์ตายลง ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย สารโปรตีนในตัวสัตว์จะจับกันเป็นก้อนพร้อมกับปล่อยเอ็นไซม์ที่มีพิษออกมาทำให้เนื้อเน่าเสียอย่างรวดเร็ว ต่างไปจากพวกพืชผักซึ่งมีโครงสร้างของผนังเซลล์ ไม่สลับซับซ้อนมีความมั่นคงทำให้ขบวนการเน่าเสียเป็นไปอย่างช้ามากหากนำเนื้อสัตว์มา ๑ จาน และผักสด ๑ ต้น นำมาตั้งวางไว้ ภายในวันเดียวเนื้อจะเริ่มบูดเน่า แต่ผักแม้จะทิ้งไว้เป็นเวลาหลายวันก็จะเพียงแต่เฉาลง ผักเหล่านี้เมื่อนำไปแช่น้ำก็จะกลับฟื้นสดขึ้นดังเดิม เนื้อสัตว์ส่วนใหญ่หากทิ้งไว้จะพบตัวพยาธิและมันจะโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายของคนพร้อมกับแพร่พันธุ์ทวีจำนวนมากขึ้นจนน่ากลัว เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ พยาธิตัวจี๊ด พยาธิปากขอ ฯลฯส่วนผักผลไม้เราจะพบตัวหนอนที่เป็นศัตรูพืชบ้าง แต่ตัวหนอนเหล่านี้เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ก็จะกลายเป็นผีเสื้อ แมลงวันทองหรือแมลงอื่น ๆ ไม่ใช่พยาธิอย่างในเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ต้องผ่านขั้นตอนที่ยาวนาน เริ่มตั้งแต่สัตว์ถูกฆ่าจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำชำแหละแยกประเภทส่วนต่าง ๆ นำเข้าในห้องเย็นเพื่อจัดลำเลียงส่งไปยังตลาด ตามห้างร้าน ขณะที่วางขายก็จะต้องอยู่ในตู้แช่แข็งตลอดเวลาเพื่อยืดอายุการเน่าเสียให้นานที่สุด เมื่อ แม่บ้านซื้อไปแล้วใช้ไม่หมดก็ต้องเก็บเข้าไว้ในตู้เย็นอีก ลองนึกดูว่าเนื้อสัตว์ที่ปรุงเป็นอาหารให้เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อจะอยู่ในสภาพเช่นไร แน่นอนที่สุดทันทีหลังจากรับประทานอาหารเข้าไปแล้ว เนื้อก็จะเริ่มบูดเน่าอยู่ภายในร่างกายของเรา ร่างกายต้องใช้เวลา ๓-๕ วันเนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปจึงจะถูกขับถ่ายออกมาได้หมด ซึ่งต่างจากกากใยของพืชที่จะถูกขับออกจากร่างกายได้ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ในระหว่างที่เนื้อสัตว์ตกค้างในลำไส้ เนื้อซึ่งกำลังบูดเน่าได้สัมผัสกับอวัยวะย่อยอาหารของเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้ลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กทำงานผิดปกติเป็นสาเหตุให้เกิดโรคลำไส้และโรคอื่น ๆ ติดตามมานายแพทย์ท่านหนึ่งได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับอาหารเนื้อสัตว์ว่า “เป็นการดีที่จะรับประทานอาหารผักด้วยความโล่งใจ สบายใจ โดยไม่ต้องเป็นกังวลว่าอาหารนั้นปรุงมาจากเนื้อสัตว์ประเภทไหน”
๕. การขับถ่ายไม่สะดวก เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีกากหรือเส้นใย ทำให้เคลื่อนตัวไปตามทางเดินอาหารได้ช้ากว่าอาหารประเภทพืชผักถึง ๔ เท่า อาหารเนื้อใช้เวลายาวนานมากกว่าจะถึงระบบขับถ่าย ในระหว่างการย่อยที่ยาวนาน กากอาหารจะถูกดูดเอาน้ำไปมากทำให้ผู้ที่นิยมรับประทานแต่อาหารเนื้อมีอุจจาระแข็ง แห้ง ถ่ายลำบาก มักป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบขับถ่ายหลายอย่าง เช่น โรคท้องผูกเรื้อรัง โรคริดสีดวงทวาร เป็นต้นดังกล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าเนื้อสัตว์เป็นบ่อเกิดของโรคในทุกระบบของร่างกาย เริ่มตั้งแต่ระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินอาหารรวมไปถึงระบบการขับถ่าย ล้วนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ มากมาย เมื่อกินเนื้อทุก ๆ วัน ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ มากมาย เมื่อกินเนื้อทุก ๆ วันก็เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ทุก ๆ วัน อาหารพืชผักผลไม้มีกากและเส้นใยมาก เมื่อรับประทานเป็นประจำก็จะช่วยป้องกัน และยับยั้งโรคริดสีดวง โรคมะเร็งลำไส้ โรคไส้ติ่ง โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไม่ให้เกิดขึ้น จากการสำรวจเราจะไม่เจอโรคเหล่านี้ในประชากรที่รับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เลย ในปัจจุบันนี้ชาวตะวันตกทั้งหลาย หันมารับประทานอาหารพืชผักผลไม้กันมาก ก็เพราะเหตุผลของสุขภาพอนามัยร่างกายมากกว่าเรื่องศีลธรรมความเชื่อและจิตใจ ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์แพทย์พบวิธีรักษาที่เป็นธรรมชาติที่สุดในการรักษาโรคทั้งหลายก็คือ เลิกกินเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาดท่านเคยคิดบ้างไหมว่า การรักษาเมื่อเจ็บป่วยและเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เป็นการสูญเสียเงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากไปอย่างน่าเสียดายที่สุด ไม่ว่าใครก็อยากมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน เพราะสิ่งเหล่านี้เงินทองซื้อไม่ได้คนเราทุกคนสร้างบ้านเรือนของเราด้วยไม้ ด้วยวัสดุอย่างดี ก็เพื่อให้มีความคงทนแข็งแรง จะได้อาศัยอยู่อย่างมีความสุข ฉะนั้นเราก็ควรสร้างร่างกายของเราด้วยอาหารที่เป็นธรรมชาติอันแท้จริงของมนุษย์ เพื่อให้ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขเช่นเดียว
เจ
“อาหารเจ” เป็นอาหารที่ปรุงขึ้นมาจากพืชผักธรรมชาติล้วนๆ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และที่สำคัญต้องไม่ปรุงด้วยผักฉุนทั้ง 5 ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุ้ยฉ่าย ใบยาสูบ คนส่วนใหญ่มักทานอาหารเจเพื่อช่วยให้สุขภาพดี มีภูมิต้านทานโรค ร่างกายแข็งแรง แต่ความหมายของการทานเจนั้นมิใช่แค่เพียงไม่กินเนื้อสัตว์ เพื่อรักษาสุขภาพ แต่ยังต้องดำรงตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงามบริสุทธิ์สะอาดทั้งกาย วาจา ใจ เช่นนี้แล้วจึงจะเรียกว่าการกินเจที่แท้จริง คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาหารเจเป็นอาหารที่มีรสจืดชืด ไม่อร่อย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดมาก เพราะจะทำให้ไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารเจที่แท้จริงก็เป็นได้ ในความเป็นจริงแล้วถ้าคนเรารู้จักเลือกวัตถุดิบดีๆ มาประกอบอาหาร เช่น ถั่วเหลือง ฟองเต้าหู้ เห็ดหอม แป้งน้อยๆ สาหร่าย ผัก ผลไม้ต่างๆ และทำการปรุงอาหารดีๆ มันก็อร่อยได้ แถมมีสารอาหารมากมายกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก ประโยชน์อย่างน้อยๆ คือเรา จะไม่มีคลอเรสเตอรอล ที่เป็นอันตรายต่อหัวใจ เข้ามาในร่างกาย บางคนมักคิดเอาเองว่า หากรับประทานอาหารเจจะทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร แต่ทางการแพทย์กลับยืนยันว่า โรคขาดสารอาหาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกินเนื้อ หรือกินเจ แต่ขึ้นอยู่กับนิสัยการกินตามใจ ไม่คำนึงถึงคุณประโยชน์ที่จะได้จากอาหารเหล่านั้น
หลักธรรมในการกินเจ การกินเจ ตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ
1. ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือ
1.1 ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติม บำรุงเลี้ยงชีวิตของตน
1.2 ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลาย มาเป็นเลือดของตน
1.3 ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลาย มาเป็นเนื้อของตน
2. ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเอง
การรับประทานสิ่งใดก็ตาม ที่ทำลายสุขภาพของตนให้ทรุดโทรมคือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้า ได้พิสูจน์ยืนยันแล้วว่า เลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายแฝงไว้ด้วยพิษภัยมากมาย เช่น คลอเรสเตอรอลส่งผลให้เป็นโรคเกี่ยวกับ หัวใจ ส่วนแบคทีเรียและสารกันบูดที่สะสมไว้ในเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่ามานานแล้ว ก็มีแนวโน้มไปทำอันตรายกับกระเพาะอาหารและ ลำไส้ใหญ่
หลักธรรมในการกินเจ การกินเจ ตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ
1. ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือ
1.1 ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติม บำรุงเลี้ยงชีวิตของตน
1.2 ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลาย มาเป็นเลือดของตน
1.3 ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลาย มาเป็นเนื้อของตน
2. ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเอง
การรับประทานสิ่งใดก็ตาม ที่ทำลายสุขภาพของตนให้ทรุดโทรมคือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้า ได้พิสูจน์ยืนยันแล้วว่า เลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายแฝงไว้ด้วยพิษภัยมากมาย เช่น คลอเรสเตอรอลส่งผลให้เป็นโรคเกี่ยวกับ หัวใจ ส่วนแบคทีเรียและสารกันบูดที่สะสมไว้ในเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่ามานานแล้ว ก็มีแนวโน้มไปทำอันตรายกับกระเพาะอาหารและ ลำไส้ใหญ่
วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553
พหรมวิหาร 4
พรหมวิหาร 4
ความหมายของพรหมวิหาร 4- พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหารเป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่
เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข กรุณา ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี อุเบกขา การรู้จักวางเฉย
คำอธิบายพรหมวิหาร 4
1. เมตตา : ความปราถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น
2. กรุณา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ และเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
- ทุกข์โดยสภาวะ หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่และความตายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดมาในโลกจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์
- ทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า เจตสิกทุกข์
3. มุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ไม่มีจิตใจริษยา ความริษยา คือ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความฟุ้งซ่านซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน เช่น เห็นเพื่อนแต่งตัวเรียบร้อยแล้วครูชมเชยก็เกิดความริษยาจึงแกล้งเอาเศษชอล์ก โคลน หรือหมึกไปป้ายตามเสื้อกางเกงของเพื่อนนักเรียนคนนั้นให้สกปรกเลอะเทอะ เราต้องหมั่นฝึกหัดตนให้เป็นคนที่มีมุทิตา เพราะจะสร้างไมตรีและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง
4. อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม คือ ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืนบุคคลผู้กระทำ เมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษเราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ความหมายของพรหมวิหาร 4- พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหารเป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่
เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข กรุณา ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี อุเบกขา การรู้จักวางเฉย
คำอธิบายพรหมวิหาร 4
1. เมตตา : ความปราถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น
2. กรุณา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ และเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
- ทุกข์โดยสภาวะ หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่และความตายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดมาในโลกจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์
- ทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า เจตสิกทุกข์
3. มุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ไม่มีจิตใจริษยา ความริษยา คือ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความฟุ้งซ่านซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน เช่น เห็นเพื่อนแต่งตัวเรียบร้อยแล้วครูชมเชยก็เกิดความริษยาจึงแกล้งเอาเศษชอล์ก โคลน หรือหมึกไปป้ายตามเสื้อกางเกงของเพื่อนนักเรียนคนนั้นให้สกปรกเลอะเทอะ เราต้องหมั่นฝึกหัดตนให้เป็นคนที่มีมุทิตา เพราะจะสร้างไมตรีและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง
4. อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม คือ ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืนบุคคลผู้กระทำ เมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษเราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
สังคหวัตถุ 4
สังคหวัตถุ 4
สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
1. ทาน คือ การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟื้อแบ่งปันของๆตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว เราควรคำนึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของที่เราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถจะนำติดตัวเอาไปได้
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะสำหรับกาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น วิธีการที่จะพูดให้เป็นปิยวาจานั้น จะต้องพูดโดยยึดถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
เว้นจากการพูดเท็จ
เว้นจากการพูดส่อเสียด
เว้นจากการพูดคำหยาบ
เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
3. อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
4. สมานัตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย
สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
1. ทาน คือ การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟื้อแบ่งปันของๆตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว เราควรคำนึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของที่เราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถจะนำติดตัวเอาไปได้
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะสำหรับกาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น วิธีการที่จะพูดให้เป็นปิยวาจานั้น จะต้องพูดโดยยึดถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
เว้นจากการพูดเท็จ
เว้นจากการพูดส่อเสียด
เว้นจากการพูดคำหยาบ
เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
3. อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
4. สมานัตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย
คำคม ๆ 2
หนทางไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก
A joumey of a thousand miles must begin with a single step.
เล่าจื๊อ
อย่ากลัวที่จะก้าวไปช้า ๆ จงกลัวที่จะอยู่นิ่งเฉย
Do not be afraid of going slowly, be afraid only of standing still.
ภาษิตจีน
ถ้าไม่หาทาง ก็ต้องสร้างมันขึ้นมา
We will either find a way or make one.
ฮานิบาล
อย่าคิดว่าคุณจะเดิน เดินไปเลย
Don''''t just think you''''ll wall, WALK.
ปรเมศวร์ มินศิริ
คนเราแก้อดีตไม่ได้ แต่อาจเปลี่ยนอนาคตได้
We can''''t correct the past, But we might change the future.
วรินทร์ เลียววาริณ
การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก แต่การก้าวต่อไปเป็นเรื่องยากกว่า
Getting started is hard, but the next step is harder.
ถกลเกียรติ วีรวรรณ
คำว่า ดีที่สุด มีไว้สำหรับงานต่อไปเสมอ
The word ''''Best'''' is always there for the next start.
ดวงฤทธิ์ บุนนาค
อย่ากลัวล้มทั้งๆที่ยังไม่ได้เริ่มเดิน
Don''''t think that you''''re gonna lose when you don''''t even start
ณัฐจิระ ฮอนดา
ความผิดพลาดในอดีต คือบทเรียนสำหรับในอตาคต
The falling of yesterday are the learning of tommorrow.
โรเบอร์โต บักจิโอ
แม้แต่ปลา ต้องว่ายทวนน้ำเพื่ออยู่รอด
Fish swim against the tide to survive.
นักปราชญ์
ถ้าไม่ใช่คุณแล้วใคร ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้แล้วเมื่อไหร่
If not you who? If not now when?
แกรี่ เฮอร์เบิร์ท
ทางเดียวที่จะถึงเส้นชัย คือก้าวต่อไปข้างหน้า
The only way to reach the goal is moving forward.
นักกีฬาสมัครเล่น
คว้าทุกโอกาสให้ได้
Seize the day.
โฮเรซ
ผมไปได้ทุกที่ ขอเพียงแต่ต้องไปข้างหน้า
I''''ll go anywhere as long as it''''s forward.
ดร.ลิฟวิ่งสโตน
อย่ากลัวที่จะก้าวยาว ๆ เมื่อต้องข้ามอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่
Don''''t be afraid to take a big step…you can''''t cross a chasm in two small jumps.
เดวิด ลอยด์ จอร์จ
ความใฝ่ฝัน ไม่เคยหยุดยั้ง
Ambition never comes to an end.
โยชิดะ เคนโกะ
ความเสี่ยงที่สุด คือการไม่กล้าเสี่ยงเลย
The biggest risk is not to take the risk at all
ราอูล กราเซีย บราโว
จับจ้องที่จุดหมาย ไม่ใช่ที่อุปสรรค
One should keep one''''s eyes on one''''s destination, not on where one stumbled.
สุภาษิตไนจีเรีย
ความล้มเหลวที่สุด คือการไม่กล้าแม้แต่จะลองทำ
เซอเรน คีร์เคอกอร์
ถ้าเดินตามรอยเท้าคนอื่น ก็ไม่มีรอยเท้าเป็นของตนเอง
To dare is to lose one''''s footing momentarily. Not to dare is to lose oneself.
มูลเรลสตรอด
A joumey of a thousand miles must begin with a single step.
เล่าจื๊อ
อย่ากลัวที่จะก้าวไปช้า ๆ จงกลัวที่จะอยู่นิ่งเฉย
Do not be afraid of going slowly, be afraid only of standing still.
ภาษิตจีน
ถ้าไม่หาทาง ก็ต้องสร้างมันขึ้นมา
We will either find a way or make one.
ฮานิบาล
อย่าคิดว่าคุณจะเดิน เดินไปเลย
Don''''t just think you''''ll wall, WALK.
ปรเมศวร์ มินศิริ
คนเราแก้อดีตไม่ได้ แต่อาจเปลี่ยนอนาคตได้
We can''''t correct the past, But we might change the future.
วรินทร์ เลียววาริณ
การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก แต่การก้าวต่อไปเป็นเรื่องยากกว่า
Getting started is hard, but the next step is harder.
ถกลเกียรติ วีรวรรณ
คำว่า ดีที่สุด มีไว้สำหรับงานต่อไปเสมอ
The word ''''Best'''' is always there for the next start.
ดวงฤทธิ์ บุนนาค
อย่ากลัวล้มทั้งๆที่ยังไม่ได้เริ่มเดิน
Don''''t think that you''''re gonna lose when you don''''t even start
ณัฐจิระ ฮอนดา
ความผิดพลาดในอดีต คือบทเรียนสำหรับในอตาคต
The falling of yesterday are the learning of tommorrow.
โรเบอร์โต บักจิโอ
แม้แต่ปลา ต้องว่ายทวนน้ำเพื่ออยู่รอด
Fish swim against the tide to survive.
นักปราชญ์
ถ้าไม่ใช่คุณแล้วใคร ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้แล้วเมื่อไหร่
If not you who? If not now when?
แกรี่ เฮอร์เบิร์ท
ทางเดียวที่จะถึงเส้นชัย คือก้าวต่อไปข้างหน้า
The only way to reach the goal is moving forward.
นักกีฬาสมัครเล่น
คว้าทุกโอกาสให้ได้
Seize the day.
โฮเรซ
ผมไปได้ทุกที่ ขอเพียงแต่ต้องไปข้างหน้า
I''''ll go anywhere as long as it''''s forward.
ดร.ลิฟวิ่งสโตน
อย่ากลัวที่จะก้าวยาว ๆ เมื่อต้องข้ามอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่
Don''''t be afraid to take a big step…you can''''t cross a chasm in two small jumps.
เดวิด ลอยด์ จอร์จ
ความใฝ่ฝัน ไม่เคยหยุดยั้ง
Ambition never comes to an end.
โยชิดะ เคนโกะ
ความเสี่ยงที่สุด คือการไม่กล้าเสี่ยงเลย
The biggest risk is not to take the risk at all
ราอูล กราเซีย บราโว
จับจ้องที่จุดหมาย ไม่ใช่ที่อุปสรรค
One should keep one''''s eyes on one''''s destination, not on where one stumbled.
สุภาษิตไนจีเรีย
ความล้มเหลวที่สุด คือการไม่กล้าแม้แต่จะลองทำ
เซอเรน คีร์เคอกอร์
ถ้าเดินตามรอยเท้าคนอื่น ก็ไม่มีรอยเท้าเป็นของตนเอง
To dare is to lose one''''s footing momentarily. Not to dare is to lose oneself.
มูลเรลสตรอด
วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553
อิทธิบาท 4 คือ...
อิทธิบาท 4
คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ
๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น
ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน
ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ
วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว จนประสบ ความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของ ความกล้าหาญ เจืออยู่ด้วย ส่วนหนึ่ง
จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึก ของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่
วิมังสา หมายถึงความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่
คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ
๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น
ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน
ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ
วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว จนประสบ ความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของ ความกล้าหาญ เจืออยู่ด้วย ส่วนหนึ่ง
จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึก ของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่
วิมังสา หมายถึงความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่
อริยสัจ 4 คือ...
อริยสัจ 4
มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4
1. ทุกข์คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์
2. สมุทัยคือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง
3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน
4. มรรค คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้
มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4
1. ทุกข์คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์
2. สมุทัยคือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง
3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน
4. มรรค คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้
มรรคองค์ 8
..(มรรค = อริยมรรค = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคแปด = ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ = ทางสายกลาง)..........แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์.....เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับ.....ตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือด.....แห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสาย.....กลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะเช่นสายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว
..........คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์.....ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วย.....อำนาจของอวิชชา ....มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือก.....ฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ
..........1. สัมมาทิฏฐิ ิคือความเข้าใจถูกต้อง
..........2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง
..........3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
..........4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
..........5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง
..........6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
..........7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง
..........8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
.....การปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดนี้ เมื่อย่นรวมกัน.....แล้วเหลือเพียง 3 คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา สรุปสั้น ๆ ก็คือ...............การปฏิบัติธรรม(ศีล-สมาธิ-ปัญญา)ก็คือการเดินตามมรรค ....
.สัมมาทิฏฐิ(ปัญญา) .....คือความเข้าใจถูกต้อง ย่อมต้องการใช้ในกิจการทั่วไปทุกประเภททั้งทางโลกและ.....ทางธรรม แต่สำหรับฝ่ายธรรมชั้นสูงอันเกี่ยวกับการเห็นทุกข์หรืออาสวะซึ่งจัดเป็น.....การเห็นอริยสัจจ์นั้นย่อมต้องการฝึกฝนอย่างจริงจังเป็นพิเศษ ความเข้าใจถูกต้อง.....คือต้องเข้าใจอย่างทั่วถึงว่าทุกข์นั้นเป็นอย่างไร อย่างหยาบๆ ที่ปรากฎชัดๆ เป็นอย่างไร.... อย่างละเอียดที่แอบแฝงเป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ความดับสนิท.....ของทุกข์มีภาวะอย่างไร มีลำดับอย่างไร ทางให้ถึงความดับทุกข์คืออะไร เดินให้ถึงได้.....อย่างไร สัมมาทิฏฐิมีทั้งที่เป็นโลกิยะคือของบุคคลที่ต้องขวนขวายปฏิบัติก้าวหน้าอยู่.....และสัมมาทิฎฐิที่เป็นโลกกุตตระ คือของพระอริยบุคคลต้นๆ ส่วนของพระอรหันต์นั้น.....เรียกเป็นวิชชาไปและไม่เรียกว่าองค์แห่งมรรค เพราะท่านถึงที่สุดแล้ว
สัมมาสังกัปปะ(ปัญญา) คือความใฝ่ใจถูกต้อง คือคิดหาทางออกไปจากทุกข์ตามกฎแห่งเหตุผล ที่เห็นขอบมาแล้ว.....ข้อสัมมาทิฏฐินั่นเอง เริ่มตั้งแต่การใฝ่ใจที่น้อมไปในการออกบวช การไม่เพ่งร้าย การ.....ไม่ทำทุกข์ให้แก่ผู้อื่นแม้เพราะเผลอ รวมทั้งความใฝ่ใจถูกต้องทุกๆอย่างที่เป็นไปเพื่อ.....ความหลุดพ้นจากสิ่งที่มนุษย์ไม่ประสงค์
.สัมมาวาจา (ศีล) คือการพูดจาถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมากัมมันตะ (ศีล)คือการกระทำถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมาอาชีวะ (ศีล) .....คือการดำรงชีพถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมาวายามะ (สมาธิ) คือความพากเพียรถูกต้อง เป็นส่วนของใจที่บากบั่นในอันที่จะก้าวหน้า ไม่ถอยหลังจากทาง.....ดำเนินตามมรรค ถึงกับมีการอธิษฐานอย่างแรงกล้า
.สัมมาสติ (สมาธิ) .....คือการระลึกประจำใจถูกต้อง ระลึกแต่ในสิ่งที่เกื้อหนุนแก่ปัญญาที่จะแทงตลอด.....อวิชชาที่ครอบงำตนอยู่ โดยเฉพาะได้แก่กายนี้ และธรรมอันเนื่องเกี่ยวกับกายนี้ เมื่อ.....พบความจริงของกายนี้ อวิชชาหรือหัวหน้าแห่งมูลทุกข์ก็สิ้นไป
.สัมมาสมาธิ (สมาธิ) .....คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง ได้แก่สมาธิ เป็นของจำเป็นในกิจการทุกอย่าง สำหรับในที่นี้เป็น.....อาการของใจที่รวมกำลังเป็นจุดเดียว กล้าแข็งพอทีจะให้เกิดปัญญา .....ทำการแทงตลอดอวิชชาได้ และยังเป็นการพักผ่อนของใจ ซึ่งเป็นเหมือนการลับให้ อ.....แหลมคมอยู่เสมอด้วย ฯลฯ
....องค์มรรคบางองค์ เป็นส่วนหยาบและสะสมขึ้นในตัวเราได้โดยง่ายคือ สัมมาวาจา.....สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สามองค์นี้ถูกอบรมให้สำเร็จเป็นวิรัติเจตสิกจำพวกกุศล.....เจตสิกเป็นเชื้อนอนนิ่งอยู่ในสันดาน เตรียมพร้อมที่จะมาผสมจิตคราวเดียวกันกับ.....มรรคองค์อื่นๆ เมื่อได้โอกาสอันเหมาะ แม้องค์มรรคที่ยากๆ เช่นสัมมาทิฏฐิ-สติ-สมาธิ ..... ก็เหมือนกัน ได้ฝึกอบรมมาเท่าใดก็เข้าไปนอนเนื่องติดอยู่ในสันดานเป็นกุศลเจตสิก.....อยู่อย่างเดียวกัน รอคอยกันจนกว่าจะครบทุกองค์และมีสัดส่วนพอดีกัน ก็ประชุมกัน.....เป็นอริยมรรคขึ้น ตัดกิเลสหรือสัญโญชน์ให้หมดไปได้คราวหนึ่งตามกำลังหรือชั้นของ.....ตน อาการสะสมกำลังแห่งองค์มรรคนี้ตรัสเรียกว่า "การอบรมทำให้มาก".....สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ เกิดขึ้นอ่อนๆก่อน เกิดขึ้นเท่าใดก็จูงองค์อื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามส่วน.....องค์ที่เกิดขึ้นนั้นกลับช่วยสัมมาทิฏฐิให้คมกล้าขึ้นไปอีก สัมมาทิฏฐินั้นก็่จูงองค์นั้นๆให้.....กล้าขึ้นอีก และส่งเสริมชักจูงกันไปอีกทำนองนี้ จนกว่าจะถึงขีดที่เพียงพอและสามัคคี.....พร้อมกันได้ครบองค์ การอบรมทำให้มากอยู่เสมอนี้เองคือระยะแห่งการปฏิบัติธรรม.....ยิ่งมากก็ยิ่งเร็ว ยิ่งอธิษฐานใจกล้าก็ยิ่งแรง ยิ่งที่วิเวกก็ยิ่งสุขุมลึกซึ้ง ยิ่งชำนาญก็ยิ่งคมกล้า
..........คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์.....ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วย.....อำนาจของอวิชชา ....มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือก.....ฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ
..........1. สัมมาทิฏฐิ ิคือความเข้าใจถูกต้อง
..........2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง
..........3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
..........4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
..........5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง
..........6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
..........7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง
..........8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
.....การปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดนี้ เมื่อย่นรวมกัน.....แล้วเหลือเพียง 3 คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา สรุปสั้น ๆ ก็คือ...............การปฏิบัติธรรม(ศีล-สมาธิ-ปัญญา)ก็คือการเดินตามมรรค ....
.สัมมาทิฏฐิ(ปัญญา) .....คือความเข้าใจถูกต้อง ย่อมต้องการใช้ในกิจการทั่วไปทุกประเภททั้งทางโลกและ.....ทางธรรม แต่สำหรับฝ่ายธรรมชั้นสูงอันเกี่ยวกับการเห็นทุกข์หรืออาสวะซึ่งจัดเป็น.....การเห็นอริยสัจจ์นั้นย่อมต้องการฝึกฝนอย่างจริงจังเป็นพิเศษ ความเข้าใจถูกต้อง.....คือต้องเข้าใจอย่างทั่วถึงว่าทุกข์นั้นเป็นอย่างไร อย่างหยาบๆ ที่ปรากฎชัดๆ เป็นอย่างไร.... อย่างละเอียดที่แอบแฝงเป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ความดับสนิท.....ของทุกข์มีภาวะอย่างไร มีลำดับอย่างไร ทางให้ถึงความดับทุกข์คืออะไร เดินให้ถึงได้.....อย่างไร สัมมาทิฏฐิมีทั้งที่เป็นโลกิยะคือของบุคคลที่ต้องขวนขวายปฏิบัติก้าวหน้าอยู่.....และสัมมาทิฎฐิที่เป็นโลกกุตตระ คือของพระอริยบุคคลต้นๆ ส่วนของพระอรหันต์นั้น.....เรียกเป็นวิชชาไปและไม่เรียกว่าองค์แห่งมรรค เพราะท่านถึงที่สุดแล้ว
สัมมาสังกัปปะ(ปัญญา) คือความใฝ่ใจถูกต้อง คือคิดหาทางออกไปจากทุกข์ตามกฎแห่งเหตุผล ที่เห็นขอบมาแล้ว.....ข้อสัมมาทิฏฐินั่นเอง เริ่มตั้งแต่การใฝ่ใจที่น้อมไปในการออกบวช การไม่เพ่งร้าย การ.....ไม่ทำทุกข์ให้แก่ผู้อื่นแม้เพราะเผลอ รวมทั้งความใฝ่ใจถูกต้องทุกๆอย่างที่เป็นไปเพื่อ.....ความหลุดพ้นจากสิ่งที่มนุษย์ไม่ประสงค์
.สัมมาวาจา (ศีล) คือการพูดจาถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมากัมมันตะ (ศีล)คือการกระทำถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมาอาชีวะ (ศีล) .....คือการดำรงชีพถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมาวายามะ (สมาธิ) คือความพากเพียรถูกต้อง เป็นส่วนของใจที่บากบั่นในอันที่จะก้าวหน้า ไม่ถอยหลังจากทาง.....ดำเนินตามมรรค ถึงกับมีการอธิษฐานอย่างแรงกล้า
.สัมมาสติ (สมาธิ) .....คือการระลึกประจำใจถูกต้อง ระลึกแต่ในสิ่งที่เกื้อหนุนแก่ปัญญาที่จะแทงตลอด.....อวิชชาที่ครอบงำตนอยู่ โดยเฉพาะได้แก่กายนี้ และธรรมอันเนื่องเกี่ยวกับกายนี้ เมื่อ.....พบความจริงของกายนี้ อวิชชาหรือหัวหน้าแห่งมูลทุกข์ก็สิ้นไป
.สัมมาสมาธิ (สมาธิ) .....คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง ได้แก่สมาธิ เป็นของจำเป็นในกิจการทุกอย่าง สำหรับในที่นี้เป็น.....อาการของใจที่รวมกำลังเป็นจุดเดียว กล้าแข็งพอทีจะให้เกิดปัญญา .....ทำการแทงตลอดอวิชชาได้ และยังเป็นการพักผ่อนของใจ ซึ่งเป็นเหมือนการลับให้ อ.....แหลมคมอยู่เสมอด้วย ฯลฯ
....องค์มรรคบางองค์ เป็นส่วนหยาบและสะสมขึ้นในตัวเราได้โดยง่ายคือ สัมมาวาจา.....สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สามองค์นี้ถูกอบรมให้สำเร็จเป็นวิรัติเจตสิกจำพวกกุศล.....เจตสิกเป็นเชื้อนอนนิ่งอยู่ในสันดาน เตรียมพร้อมที่จะมาผสมจิตคราวเดียวกันกับ.....มรรคองค์อื่นๆ เมื่อได้โอกาสอันเหมาะ แม้องค์มรรคที่ยากๆ เช่นสัมมาทิฏฐิ-สติ-สมาธิ ..... ก็เหมือนกัน ได้ฝึกอบรมมาเท่าใดก็เข้าไปนอนเนื่องติดอยู่ในสันดานเป็นกุศลเจตสิก.....อยู่อย่างเดียวกัน รอคอยกันจนกว่าจะครบทุกองค์และมีสัดส่วนพอดีกัน ก็ประชุมกัน.....เป็นอริยมรรคขึ้น ตัดกิเลสหรือสัญโญชน์ให้หมดไปได้คราวหนึ่งตามกำลังหรือชั้นของ.....ตน อาการสะสมกำลังแห่งองค์มรรคนี้ตรัสเรียกว่า "การอบรมทำให้มาก".....สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ เกิดขึ้นอ่อนๆก่อน เกิดขึ้นเท่าใดก็จูงองค์อื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามส่วน.....องค์ที่เกิดขึ้นนั้นกลับช่วยสัมมาทิฏฐิให้คมกล้าขึ้นไปอีก สัมมาทิฏฐินั้นก็่จูงองค์นั้นๆให้.....กล้าขึ้นอีก และส่งเสริมชักจูงกันไปอีกทำนองนี้ จนกว่าจะถึงขีดที่เพียงพอและสามัคคี.....พร้อมกันได้ครบองค์ การอบรมทำให้มากอยู่เสมอนี้เองคือระยะแห่งการปฏิบัติธรรม.....ยิ่งมากก็ยิ่งเร็ว ยิ่งอธิษฐานใจกล้าก็ยิ่งแรง ยิ่งที่วิเวกก็ยิ่งสุขุมลึกซึ้ง ยิ่งชำนาญก็ยิ่งคมกล้า
วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553
คำคม ๆ
ไม่กล้า ก็ไม่มีวันเดินหน้า
Nothing ventured, nothing gained.
วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์
เพียงเมื่อท่านหยุดก้าว ท่านก็เริ่มถอยหลังแล้ว
When you stop advancing, you''''ve already begun to retreat.
ดร.เทียม โชควัฒนา
คนเราไม่มีใครล้มเหลว มีแต่ล้มเลิกต่างหาก
There are no failures, only people who have given up.
นิรนาม
ผมยอมไม่ได้ ถ้าไม่ยอมพยายาม
I can''''t accept not trying.
เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง
ผมเป็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง
I am a slow walker, but I never walk backwards.
อับราฮัม ลินคอล์น
โลกทั้งโลกเปิดทางให้กับคนที่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปทางไหน
The whole world steps aside for the man who knows where he is going.
นิรนาม
Nothing ventured, nothing gained.
วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์
เพียงเมื่อท่านหยุดก้าว ท่านก็เริ่มถอยหลังแล้ว
When you stop advancing, you''''ve already begun to retreat.
ดร.เทียม โชควัฒนา
คนเราไม่มีใครล้มเหลว มีแต่ล้มเลิกต่างหาก
There are no failures, only people who have given up.
นิรนาม
ผมยอมไม่ได้ ถ้าไม่ยอมพยายาม
I can''''t accept not trying.
เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง
ผมเป็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง
I am a slow walker, but I never walk backwards.
อับราฮัม ลินคอล์น
โลกทั้งโลกเปิดทางให้กับคนที่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปทางไหน
The whole world steps aside for the man who knows where he is going.
นิรนาม
มุมมองความรักของคนอกหัก
คำว่ารักเธอเข้าใจดีแล้วหรือ
ความรักคืออะไรเธอรู้ไหม
เป็นความทุกข์หรือสุขหรือเช่นไร
เธอมั่นใจแค่ไหนในคำนี้
ตัวเธอบอกว่ารักเขาคนนั้น
เรารักกันเช่นนั้นใช่หรือนี่
อันความรักพูดง่ายมันคงดี
อาจไม่มีใครซักคนที่ช้ำใจ
ความรักนั้นคือสิ่งที่ดีงาม
มันเป็นความรู้สึกที่สดใส
แต่เช่นนั้นทำไมช่างเศร้าใจ
เกิดรักใครที่ไม่ได้รักเรา
ความรักแท้คือรักในการให้
แต่ทำไมไม่เห็นเธอรับจากเรา
ความรักจริงต้องมีแค่สองเรา
ปล่อยคนเหงาหนึ่งคนให้เศร้าใจ
รักของเธอมันคืออะไรกัน
รักของฉันคือเศร้าเคล้าสดใส
เห็นเธอสุขกับเขาช่างเศร้าใจ
เห็นรอยยิ้มเธอไปสดใสแทน
ถึงตรงนี้คำว่ารักคืออะไร
อิสระของใจใช่หวงแหน
ไม่จำเป็นต้องลงเอยคำว่าแฟน
รักนี้แทนเสียสละมิครอบครอง
ขอบคุณ คุณหยาดน้ำค้าง
ความรักคืออะไรเธอรู้ไหม
เป็นความทุกข์หรือสุขหรือเช่นไร
เธอมั่นใจแค่ไหนในคำนี้
ตัวเธอบอกว่ารักเขาคนนั้น
เรารักกันเช่นนั้นใช่หรือนี่
อันความรักพูดง่ายมันคงดี
อาจไม่มีใครซักคนที่ช้ำใจ
ความรักนั้นคือสิ่งที่ดีงาม
มันเป็นความรู้สึกที่สดใส
แต่เช่นนั้นทำไมช่างเศร้าใจ
เกิดรักใครที่ไม่ได้รักเรา
ความรักแท้คือรักในการให้
แต่ทำไมไม่เห็นเธอรับจากเรา
ความรักจริงต้องมีแค่สองเรา
ปล่อยคนเหงาหนึ่งคนให้เศร้าใจ
รักของเธอมันคืออะไรกัน
รักของฉันคือเศร้าเคล้าสดใส
เห็นเธอสุขกับเขาช่างเศร้าใจ
เห็นรอยยิ้มเธอไปสดใสแทน
ถึงตรงนี้คำว่ารักคืออะไร
อิสระของใจใช่หวงแหน
ไม่จำเป็นต้องลงเอยคำว่าแฟน
รักนี้แทนเสียสละมิครอบครอง
ขอบคุณ คุณหยาดน้ำค้าง
ง้อ และ งอน
"ง้อกับงอน" อีกเรื่องที่ผู้ชายก็ต้องทำความเข้าใจ เหมือนอย่างที่เหรียญมีสองด้าน ซ้ายคู่กับขวา ช้อนคู่กับส้อมหรือรองเท้าต้องมีสองข้าง จะว่าไปแล้วอาการ "ง้อ" กับ "งอน" นั้นเป็นสิ่งคูกันที่อยู่คนละขั้วไม่ต่างจากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นเท่าใดนัก
ในพจนานุกรมคำว่า ง้อ กับคำว่างอนอยู่ห่างกันเพียงแค่ไม่กี่คำกั้นกลาง แต่กลับเป็นอาการที่อยู่ในขั้วตรงข้ามกันกันสุดขีด "ง้อ หมายถึง ขอคืนดีด้วย โดยไม่มีทิฐิมานะถือโกรธ หรืออ่อนเข้าหาเพื่อให้ยอม" ส่วน "งอน นั้นหมายถึงแสดงอาการโกรธเคืองไม่พอใจ หรือทำจริตสะบัดสะบิ้ง" ในขณะที่ งอนง้อก็มีความหมายตามพจนานุกรมด้วยเช่นกัน หมายถึงอ้อนวอนขอคืนดีด้วย
นอกจากนี้ สองอาการนี้ตัดจากความรักของคนสองคนไม่ขาด หรือไม่ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของหญิงชายอย่างเหนียวแน่น และมักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งเสียด้วย
ผู้ชายก็งอนเป็น... แม้ว่าการงอนจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกให้เป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้หญิงไปแบบถาวร เขาว่าเธอน่ะแสนงอน แต่ก็บ่อยครั้งที่เรามักจะเห้นผู้ชาย "งอน" แล้วอาการงอนของผู้ชายก็จะเป็นงอนแบบผู้ชายๆ ผู้ชายหลายคนงอนแบบไม่ค่อยพูด ถามอะไรก็ไม่ค่อยจะยอมตอบ หรือตอบแบบถามคำตอบคำ ผู้ชายบางคนงอนก็กระฟัดกระเฟียด หากจะสังเกตผู้ชายงอนก้ให้ดูจากการแสดงออกที่ตรงข้ามกับลักษณะนิสัยปกติของเขานั่นเอง
...แล้วง้อเป็นหรือเปล่า ผู้ชายบางคนง้อไม่เป็นและไม่สนใจที่จะง้อเหมือนอย่างที่ว่ากันว่าผู้ชายจะใช้ต่อมของ "ความรู้สึก" น้อยกว่า "เหตุผล" อยู่เสมอ และการทำเช่นคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับผู้หญิงโดยสิ้นเชิง จนบ่อยครั้งที่ผู้หญิงมักจะหาว่าผู้ชายชอบใช้สมองมากกว่าการมองอะไรๆด้วยหัวใจ แต่เมื่อผู้ชายรู้สึกผิดและคิดจะง้อเธอจริงๆ เขาอาจจะไม่แสดงออกโดยตรง แต่อาจอาศัยอาการเลี่ยงๆ ไปใช้เรื่องของดินฟ้าอากาศเป็นตัวช่วย แต่เชื่อว่าเราจะรู้ได้ว่านั่นเป็นการง้อในขณะที่บางคนก็พอใจและยินดีที่จะเอ่ยขอโทษออกมาตรงๆ
ผู้หญิงขี้งอน... ผู้ชายบางคนก็มองว่าอาการงอนก็นับว่าเป็นความน่ารักข้อหนึ่งของผู้หญิง ในขณะที่งอนมากไปก็กลายเป็นน่ารำคาญ ควรที่จะงอนแต่พองาม อย่างไรเมื่องอนแล้วก็ลองหันกลับมาพิจรณาตนเองและนึกถึงจิตใจของเขาดูบ้างเขาอาจจะกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาเครียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว พยายามเอาใจเนาไปใส่ใจเขาดูบ้างและในเมื่อการงอนนับเป็นการแสดงความรู้สึกอย่างหนึ่งที่สื่อสารว่าเธอยังแคร์เขา เราไม่ได้ห้ามไม่ให้งอนนี่นา
...ผู้หญิงก็ง้อเป็น ในขณะที่ผู้ชายมีลักษณะไม่สนใจการง้อเช่นที่กล่าวมาข้สงต้น มีผู้หญิงน้อยคนที่จะไม่สนใจเรื่องการง้อเพราะเธอมักเชื่อว่าการใช้ความรักด้วยการใช้ความรู้สึก เมื่อเธองอนและนอกจากเธอมักจะรอคอยการง้อและแสดงออกถึงการขอโทษจากเขาแล้ว เธออาจจะยอมง้อเขาเสียเองเมื่อรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดเช่นเดียวกับผู้ชายเหมือนกัน
งอนแล้วง้อ...อย่าให้รอนาน ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างก็มีขีดจำกัดด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นถ้าใครงอนกันก็ขอให้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังรอให้ง้ออยู่ และแม้ว่ามันจะไม่ได้นับเป็นแบบฉบับตายตัวร้อยทั้วร้อยเป็นอย่างนั้น พองอนกันแล้วก็ควรทิ้งช่วงเวลาเพียงไม่นาน อย่างน้อยที่สุดก็ให้ต่างคนจะได้ใคร่ควรและไตร่ตรองสิ่งที่เกิดขึ้น โดยปราศจากอารมณ์เพราะเชื่อว่า ณ ขณะที่สองคนไม่เข้าใจกันนั้น นับเป็นเวลาที่ทั้งสองคนพร้อมที่จะระเบิดอารมณ์โมโหเข้าใส่กัน ถ้าหากความรักของคุณยังคงอยู่ เราเชื่อว่าแค่การงอนกันมันคงไม่ทำให้ความรักของคุณเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดและพบเจอกับทางตันได้แน่
ทั้งนี้อาการ "ง้อ" กับ "งอน" ก็ยังคงอยู่คู่กับโลกสีชมพูของความรัก การงอนของใครคนหนึ่งทำให้อีกคนรู้ว่ารัก สนใจ เละแคร์ในขณะที่การง้อของใครคนหนึ่งก็ทำให้อีกคนรู้ว่ายังรัก ยังสนใจ และยังแคร์ จะว่าไปแล้ว "ง้อ" กับ "งอน" ก็คงเป็นเหมือนกับความสมดุลของความรักในแง่มุมหนึ่งเหมือนกัน
......ขอขอบพระคุณ คุณ Hanako.......
ในพจนานุกรมคำว่า ง้อ กับคำว่างอนอยู่ห่างกันเพียงแค่ไม่กี่คำกั้นกลาง แต่กลับเป็นอาการที่อยู่ในขั้วตรงข้ามกันกันสุดขีด "ง้อ หมายถึง ขอคืนดีด้วย โดยไม่มีทิฐิมานะถือโกรธ หรืออ่อนเข้าหาเพื่อให้ยอม" ส่วน "งอน นั้นหมายถึงแสดงอาการโกรธเคืองไม่พอใจ หรือทำจริตสะบัดสะบิ้ง" ในขณะที่ งอนง้อก็มีความหมายตามพจนานุกรมด้วยเช่นกัน หมายถึงอ้อนวอนขอคืนดีด้วย
นอกจากนี้ สองอาการนี้ตัดจากความรักของคนสองคนไม่ขาด หรือไม่ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของหญิงชายอย่างเหนียวแน่น และมักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งเสียด้วย
ผู้ชายก็งอนเป็น... แม้ว่าการงอนจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกให้เป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้หญิงไปแบบถาวร เขาว่าเธอน่ะแสนงอน แต่ก็บ่อยครั้งที่เรามักจะเห้นผู้ชาย "งอน" แล้วอาการงอนของผู้ชายก็จะเป็นงอนแบบผู้ชายๆ ผู้ชายหลายคนงอนแบบไม่ค่อยพูด ถามอะไรก็ไม่ค่อยจะยอมตอบ หรือตอบแบบถามคำตอบคำ ผู้ชายบางคนงอนก็กระฟัดกระเฟียด หากจะสังเกตผู้ชายงอนก้ให้ดูจากการแสดงออกที่ตรงข้ามกับลักษณะนิสัยปกติของเขานั่นเอง
...แล้วง้อเป็นหรือเปล่า ผู้ชายบางคนง้อไม่เป็นและไม่สนใจที่จะง้อเหมือนอย่างที่ว่ากันว่าผู้ชายจะใช้ต่อมของ "ความรู้สึก" น้อยกว่า "เหตุผล" อยู่เสมอ และการทำเช่นคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับผู้หญิงโดยสิ้นเชิง จนบ่อยครั้งที่ผู้หญิงมักจะหาว่าผู้ชายชอบใช้สมองมากกว่าการมองอะไรๆด้วยหัวใจ แต่เมื่อผู้ชายรู้สึกผิดและคิดจะง้อเธอจริงๆ เขาอาจจะไม่แสดงออกโดยตรง แต่อาจอาศัยอาการเลี่ยงๆ ไปใช้เรื่องของดินฟ้าอากาศเป็นตัวช่วย แต่เชื่อว่าเราจะรู้ได้ว่านั่นเป็นการง้อในขณะที่บางคนก็พอใจและยินดีที่จะเอ่ยขอโทษออกมาตรงๆ
ผู้หญิงขี้งอน... ผู้ชายบางคนก็มองว่าอาการงอนก็นับว่าเป็นความน่ารักข้อหนึ่งของผู้หญิง ในขณะที่งอนมากไปก็กลายเป็นน่ารำคาญ ควรที่จะงอนแต่พองาม อย่างไรเมื่องอนแล้วก็ลองหันกลับมาพิจรณาตนเองและนึกถึงจิตใจของเขาดูบ้างเขาอาจจะกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาเครียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว พยายามเอาใจเนาไปใส่ใจเขาดูบ้างและในเมื่อการงอนนับเป็นการแสดงความรู้สึกอย่างหนึ่งที่สื่อสารว่าเธอยังแคร์เขา เราไม่ได้ห้ามไม่ให้งอนนี่นา
...ผู้หญิงก็ง้อเป็น ในขณะที่ผู้ชายมีลักษณะไม่สนใจการง้อเช่นที่กล่าวมาข้สงต้น มีผู้หญิงน้อยคนที่จะไม่สนใจเรื่องการง้อเพราะเธอมักเชื่อว่าการใช้ความรักด้วยการใช้ความรู้สึก เมื่อเธองอนและนอกจากเธอมักจะรอคอยการง้อและแสดงออกถึงการขอโทษจากเขาแล้ว เธออาจจะยอมง้อเขาเสียเองเมื่อรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดเช่นเดียวกับผู้ชายเหมือนกัน
งอนแล้วง้อ...อย่าให้รอนาน ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างก็มีขีดจำกัดด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นถ้าใครงอนกันก็ขอให้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังรอให้ง้ออยู่ และแม้ว่ามันจะไม่ได้นับเป็นแบบฉบับตายตัวร้อยทั้วร้อยเป็นอย่างนั้น พองอนกันแล้วก็ควรทิ้งช่วงเวลาเพียงไม่นาน อย่างน้อยที่สุดก็ให้ต่างคนจะได้ใคร่ควรและไตร่ตรองสิ่งที่เกิดขึ้น โดยปราศจากอารมณ์เพราะเชื่อว่า ณ ขณะที่สองคนไม่เข้าใจกันนั้น นับเป็นเวลาที่ทั้งสองคนพร้อมที่จะระเบิดอารมณ์โมโหเข้าใส่กัน ถ้าหากความรักของคุณยังคงอยู่ เราเชื่อว่าแค่การงอนกันมันคงไม่ทำให้ความรักของคุณเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดและพบเจอกับทางตันได้แน่
ทั้งนี้อาการ "ง้อ" กับ "งอน" ก็ยังคงอยู่คู่กับโลกสีชมพูของความรัก การงอนของใครคนหนึ่งทำให้อีกคนรู้ว่ารัก สนใจ เละแคร์ในขณะที่การง้อของใครคนหนึ่งก็ทำให้อีกคนรู้ว่ายังรัก ยังสนใจ และยังแคร์ จะว่าไปแล้ว "ง้อ" กับ "งอน" ก็คงเป็นเหมือนกับความสมดุลของความรักในแง่มุมหนึ่งเหมือนกัน
......ขอขอบพระคุณ คุณ Hanako.......
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)