วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีทำผมให้ตรง มั้ง ?

อย่าเพิ่งพุ่งหลาวหยิบไดร์เป่าผมเลยล่ะ ช่างผมหลายๆคนแนะนำว่าสระผมเสร็จให้เราพักสบายๆทำโน่นทำนี่ไปก่อน รอให้ผมหมาดๆแล้วค่อยเป่าจะดีกว่า เพราะถ้าเป่าผมตอนเปียกเลย ผมจะหนักและเป่ายากขึ้น ใช้เวลานานกว่าจะแห้ง ทำให้เราทั้งเบื่อและเหนื่อยได้เวลาเป่า ให้แบ่งผมไปตามกำมือเรา จับผมให้แน่นดึงไปข้างหน้า แล้วเป่าตั้งแต่โคนผมไปปลายปม ทำอย่างนี้ ให้หมทั้งหัว รอผมแห้ง ก็เอาแปรงใหญ่ๆหวีผมให้ทั้วทั้งหัวอีกครั้งเสร็จแล้ว แบ่งผมประมาน สี่ห้าช่อเอาหวีซี่ใหญ่ๆ หวีแต่ละช่อก่อนเหน็บขึ้นเริ่มเผ่าผมทีละช่อ ดึงช่อผมให้ชี้ลงหาพื้น ถือไดร์เป่าผมห่างสัก 2-3นิ้ว เป่าผมจากโคนผม ไปที่ปลายไปทางพื้น ตอนถึงช่วงปลายผม ให้แป้งม้วนผมเข้า หรือออกก็ได้นิดนึง ปลายผมจะดูตรงแบบมีน้ำหนักเฮนน่าเป็นสมุนไพรของชาวอินเดีย เราเอามาใช้หมักผม จะช่วยเคลือปิดเกล็ดผม ให้ผมเราสีดำได้ ถ้าอยากลองทำเองดู ก็ไปซื้อเฮนน่าตามร้านขายของแขก ซื้อผงเฮนน่ามาผสมกับโยเกิร์ต ถ้าอยากผมเงาขึ้น ก็ผสมไข่ อยากให้สีแดงผสมมะนาว อยากให้สีผมดำขึ้นก็ผสมผงกาแฟ ผสมให้เข้ากัน แล้วแช่ตู้เย็นค้างคืน ตอนเช้าเอามาหมักผมทาให้ทั่ว ตอนหมักให้ใส่ถุงมือ ไม่อย่างนั้น ล้างไม่ออก แล้วเอาผ้ามาพันผม หรือใส่หมวกทิ้งไว้ 2 ชม. ล้างผมจนน้ำล้างใส ก่อนทาหมักผม ทาตามกรอบหน้าไรผมเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้น สีจะซึมติดไว้ ก็จะปิดผมหงอกได้เหมือนอย่างคนอินเดีย ที่ผมดำตลอด

7 วิธีทำให้เส้นผมยาว

1.ออกกำลังกายให้เส้นผม เร่งสปีดความเร็วให้ เร่งผมยาว เร็วแบบติดเทอร์โบด้วยการก้มศีรษะให้เลือดไปเลี้ยงที่ศีรษะค้างไว้สัก 30 วินาที ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาทำเช่นนี้ทุกวัน เลือดจะไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นผมที่ศีรษะ ทำให้เส้นผมแข็งแรงและยาวเร็วขึ้นด้วย

2.เพิ่มโปรตีน Lee Stafford ช่างทำผมคนดังของเกาะอังกฤษแนะว่า โปรตีนสามารถปกป้องและซ่อมแซมเส้นผม ช่วยลดการหลุดร่วงและการแตกหักของเส้นผม ทำให้เส้นผมแข็งแรง และยาวเร็วขึ้นได้

3.กินปลา Richard Ward กล่าวไว้ว่า ปลา พืชผักใบเขียว และบลูเบอรี่เป็นแหล่งอาหารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ฉะนั้นบริเวณใดก็ตามในร่างกายที่มีเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงได้ดีจะทำให้ร่างกายบริเวณนั้นแข็งแรง มีชีวิตชีวารวมไปถึงเส้นผมบนศีรษะด้วย

4.เคยนวดศีรษะกันบ้างไหม Phillip Kingsley เปิดเผยให้ฟังถึงศาสตร์ของการนวดศีรษะว่า การนวดศีรษะจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบนศีรษะ และทำให้ระบบเมตาโบลิซึ่ม ทำงานได้อย่างเป็นปกติ และยังจะช่วยทำให้เส้นผมเติบโตเร็วขึ้น การนวดศีรษะอาจทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านในขณะสระผม โดยการใช้นิ้วมือกดและนวดไปตามจุดบนศีรษะอย่างเบามือ

5.แปรงให้ถูก หลีกเลี่ยงการทำให้เส้นผมขาดและหลุดร่วงด้วยการไม่หวีผมขณะยังเปียกอยู่ เลือกใช้หวีซี่ใหญ่และห่างในการหวีผมช่วงผมเปียกแทน

6.ตัดผมบ้าง อาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่าการเล็มผมบ่อยๆ จะช่วยให้ผมยาวเร็วขึ้น การเล็มผมนอกจากจะทำให้ผมยาวเร็วขึ้นแล้วถือว่ายังเป็นการกำจัดผมแตกปลายไปในตัวด้วย รู้อย่างนี้แล้วก็หมั่นให้ช่างเล็มผมก็จะดีไม่ใช่น้อย

7.ต่อผมก็ได้ สำหรับสาวใจร้อนที่ทนรอให้ผมยาวไม่ได้หรืออาจมีภารกิจสำคัญที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องไว้ผมยาวภายใน 1 วัน ให้ลองมองหาร้านทำผมที่มีบริการต่อผมดู ให้เลือกใช้บริการร้านต่อผมที่ค่อนข้างมีประสบการณ์สักนิดก่อนที่คิดจะต่อผม


ขอบคุณ http://blog.eduzones.com/entertain/12664

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีทำให้ผมดูดีขึ้น มั้ง ?

แชมพูไข่- ตีไข่ 2 ฟอง ในถ้วยน้ำอุ่น ชโลมส่วนผสมนี้ให้ทั่วผมซึ่งยังเปียกอยู่ หมักทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นเพิ่มความแข็งแรงให้เส้นผม- ผสมไข่สดในแชมพูที่คุณใช้อยู่ทุกวันเพิ่มความดกหนาให้เส้นผม- เติมผงเจลาติน 1 ชต.ลงในแชมพูของคุณเพื่อความเงางาม- น้ำมะนาว 1/4 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำ 1/2 ถ้วยตวง**สำหรับผมสีอ่อน- น้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำ 1/2 ถ้วยตวง**สำหรับผมสีเข้ม- ใช้ล้างผมครั้งสุดท้าย หลังสระครีมนวดสำหรับผมแห้ง- ผสมไข่ 1 ฟอง น้ำผึ้ง 1 ชช. และน้ำมันมะกอก 2 ชช. ชโลมให้ทั่วผมที่เปียก คลุมด้วยหมวกคลุมผมอาบน้ำหรือพันพลาสติกแร็บ หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที แล้วล้างออกด้วยแชมพูบำรุงเส้นผม- ถ้าคุณมีผลอโวคาโดที่สุกเต็มที่ ให้นำมาบดจนเละ แล้วชโลมให้ทั่วผมที่ยังไม่เปียกน้ำ หมักทิ้งไว้ 30 นาที แล้วสระออกด้วยแชมพูพื้นฟูผมเสีย- บดกล้วยงอมๆแล้วผสมด้วยน้ำมันเมล็ดอัลมอนด์ 2-3 หยด นวดให้ทั่วศรีษะ ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออกครีมนวดโยเกิรต์- หลังสระผมเสร็จ ให้ใช้โยเกิรต์รสธรรมชาติแทนครีมนวด ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นบำรุงด้วยน้ำมันร้อน- ผสมน้ำมันมะกอก 1 ถ้วยตวงกับเนยสด 1/4 ถ้วยตวง ใส่เข้าไมโครเวฟหนึ่นาที นำมาหมักผมทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นรักษาผมมัน- เติมวุ้นว่านหางจระเข้ 1/4 ถ้วยตวง ลงในแชมพู 1/2 ถ้วยตวง ผสมให้เข้ากัน และนำไปสระผมรักษาผมแห้ง- ผสมน้ำผึ้ง 1 ชต.กับแชมพู 2 ชต. ใช้สระผมตามปกติก็ ติดตามเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคับ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kalakonkrua&month=10-2008&date=24&group=12&gblog=50

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คำขอโทษ

ขอโทษ
ในสิ่งที่ไม่ตั้งใจ ไม่เจตนา ไม่สามารถล่วงรู้มาก่อนมันคืออุบัติเหตุ ยังพอให้อภัยได้ขอโทษ ในสิ่งที่บอกว่าไม่ตั้งใจ
ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าขืนยังทำต่อ ขอโทษ ในสิ่งที่แก้ไขได้ แต่กลับไม่ทำอะไรปล่อยจนยากเกินแก้ไข.....น่าให้อภัยไหมเช่นกัน..มันก็เหมือนกับคนทิ้ง และคนถูกทิ้ง
สองคำใกล้เคียงกันแต่ความหมายและการกระทำตรงข้ามกัน..โดยสิ้นเชิงเหตุผลของคนทิ้ง
มีคนใหม่... รักคนเก่า...จำเป็นต้องเลือก
ขอโทษ...คำพูด...ที่เหมือนกับยอมรับการกระทำตัวเองคำพูด...ที่ทำให้ดูเป็นคนเลวน้อยลงมาหน่อยคำพูด...ที่บ่งบอกว่ากำลังสำนึกผิดแต่มันเป็นคำพูดเดียวที่คนถูกทิ้งไม่อยากฟังมันเป็นคำพูดที่ง่าย แต่ไร้ความรับผิดชอบที่สุดขอโทษ...ไม่ช่วยให้ความเจ็บปวดในใจลดน้อยลง...เลยมีแต่บีบให้ต้องพูดคำว่า "ไม่เป็นไร"ทั้งที่ใจเจ็บเจียนตายคำขอโทษ...อาจฟังดูเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนทำผิด..รู้ว่าผิด..ขอโทษ..แก้ไข..เริ่มต้นใหม่แต่คงใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์แน่ๆโดยเฉพาะเรื่องความรักโยนคำว่า "ขอโทษ"มากองไว้ตรงหน้าคนทิ้ง กลับหนี...ไม่ยอมรับรู้อะไร นี่หรือ "ขอโทษ"ไม่เห็นจะได้รับโทษอะไรอย่างที่ขอ....
คนเรา..ก่อนทำอะไร...ก่อนจะเอ่ยคำ"ขอโทษ"คิดให้ดี ให้รอบคอบ ถ้าไม่อยากทำร้ายใครจงหยุดก่อน..ที่อะไรมันจะยากเกินเยียวยาคำ"ขอโทษ" รู้สึกผิด สำนึกผิด มันไม่ช่วยอะไรเลยมีแต่จะสร้างความเจ็บช้ำให้อีกฝ่ายที่ต้องทนรับฟังถ้าตั้งใจจะทิ้ง...ตั้งใจจะทำร้าย..ตั้งใจจะหลอกแล้วหาเหตุผลแก้ตัวไม่ได้ ...ละก็อย่า"ขอโทษ"ให้เปลืองน้ำลายสู้บอกความจริง...คนฟังยังจะรู้สึกดีซะกว่า

ขอโทษนะ

อาการ สาเหตุ วิธีแก้ท้องเสีย ที่ดีที่สุด

อาการ…อาหารป็นพิษ มักมีอาการเกิดขึ้นทันทีหลังจากทานอาหารที่มีพิษตกค้างภายใน 1-6 ชั่วโมงครับ โดยจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก บ่อยครั้ง และอาจมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งถ้าอาการท้องเสียรุนแรงมาก อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงจนช็อคหรือความดันเลือดต่ำซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย อาจมีอาการและความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันตามแต่ชนิดและปริมาณเชื้อโรคที่กินเข้าไป และขึ้นกับภูมิต้านทานความแข็งแรงของร่างกายด้วย ไวรัส - ถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสก็อาจจะมีอาการตั้งแต่รุนแรงน้อย อาเจียน ท้องเสียไม่กี่ครั้งก็ดีขึ้น หรืออาจจะมีอาการอาเจียนท้องเสียมาก จนร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้เช่นกัน เชื้ออหิวาตกโรค - เกิดจากเชื้ออหิวาตกโรคจะมีอาการไข้ ปวดท้องอย่างรุนแรง ถ่ายเหลวเป็นน้ำซาวข้าวจำนวนมากจนทำให้ช็อคเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เชื้อบิด - ทำให้ถ่ายเป็นมูกเลือดมีอาการปวดเบ่งอยากถ่ายบ่อยๆ เชื้อไทฟอยด์ - มักทำให้มีไข้ถ่ายเป็นมูกเขียว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตชนิดของอาหารที่กิน ระยะเวลาตั้งแต่กินจนกระทั่งมีอาการ อาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียว่ารุนแรง จำนวนครั้งและปริมาณมากน้อยแค่ไหน ลักษณะอุจจาระเป็นอย่างไร เป็นน้ำ น้ำซาวข้าว เป็นมูกเลือด หรือเป็นมูกเขียว ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้หมอวินิจฉัยและรักษาโรคได้ถูกต้องแม่นยำขึ้นครับ วิธีเบื้องต้นเมื่อลูกท้องเสีย - ควรให้กินอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊ก- ดื่มน้ำเกลือแร่ชนิดที่ใช้สำหรับรักษาอาการท้องเสียเท่านั้น ห้ามใช้น้ำเกลือแร่ที่ใช้สำหรับนักกีฬา และไม่ให้ใช้เครื่องดื่ม
น้ำอัดลมผสมเกลือ เนื่องจากน้ำอัดลมมีความเข้มข้นของน้ำตาลสูงเกินไป และมีเกลือแร่ต่ำไม่เหมาะสมสำหรับคนท้องเสีย - ควรเฝ้าดูอาการลูกอย่างใกล้ชิด ถ้าหากไม่ดีขึ้น ไม่แน่ใจ หรือมีอาการที่เป็นอันตรายก็ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ครับ ป้องกันดี...ไม่หมดสนุก - ควรเลือกอาหารที่สดใหม่ ซึ่งจะมีโอกาสปนเปื้อนแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเป็นพิษน้อยลง และควรกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่ตั้งค้างทิ้งไว้นาน โดยเฉพาะหน้าร้อนแบคทีเรียจะเจริญเติบโตแบ่งตัวได้เร็ว สร้างสารพิษได้มากขึ้น - ผู้ปรุงอาหารไม่ควรมีแผลฝีหนองที่มือ ไม่มีอาการท้องเสียและเป็นพาหะของโรคติดต่อต่างๆ เช่น เชื้อบิด ไทฟอยด์ ควรล้างมือก่อนเตรียมและปรุงอาหาร ภาชนะที่ใช้ เช่น กระทะ หม้อ จาน ชาม ช้อน ก็ต้องสะอาด - ร้านอาหาร ควรเลือกร้านอาหารที่ถูกสุขลักษณะ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะมีอาการท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษลงได้ครับ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอาหารตามสั่ง อาหารฝรั่ง หรืออาหารทะเล หากปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ ก็สามารถทำให้ท้องเสียได้เมื่อคิดในทางกลับกัน หากอาหารอีสานที่ปรุงอย่างสะอาด ถูกสุขลักษณะ ท้องก็ไม่เสียครับ คำแนะนำเหล่านี้คงพอจะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวหน้าร้อนนี้ สนุกสนาน ปลอดภัย สมดังที่ตั้งใจของทุกๆครอบครัวนะครับ เหตุฉุกเฉิน....อาการอันตราย 1. มีอาการขาดน้ำหรือเกลือแร่ ได้แก่ ปากแห้ง ตาโหลลึก ผิวหนังเหี่ยวย่น ซึมลงหรือกระวนกระวาย ตัวเย็นมือเท้าเย็น ปัสสาวะน้อยลงสีเหลืองเข้ม ชีพจรเต้นเบา และเร็วมากกว่าหรือเท่ากับ 100 ครั้ง/ต่อนาที2. มีอาการอาเจียนรุนแรงและบ่อยมากจนไม่สามารถดื่มน้ำเกลือแร่หรือกินอาหารได้3. อาการอาเจียน และท้องเสียเป็นนานมากกว่า 3-5 วัน 4. ถ่ายเหลวเป็นน้ำซาวข้าว หรือถ่ายเป็นมูกเลือด กะปริบกะปรอย มีอาการปวดเบ่ง หรือถ่ายเป็นมูกเขียว กลิ่นเหม็น มีไข้สูงซึมหรือชัก หรืออาการที่คุณพ่อคุณแม่คิดว่าลูกผิดปกติไปจากเดิม คาร์บอนช่วยได้มั้ย จากความเชื่อที่ว่าคาร์บอนจะช่วยดูดซับเชื้อโรคเมื่อเกิดอาการอาหารเป็นพิษนั้น ยังไม่มีรายงานแน่นอนว่าสามารถซับเชื้อโรคและทำให้อาการอาหารเป็นพิษหายไปได้ ยิ่งถ้ากินเพื่อป้องกันท้องเสียด้วยแล้ว ยิ่งไม่แนะนำครับ
จาก:


http://www.momypedia.com/knowledge/preschool/detail.aspx?no=11313&title=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%20:%20%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีแก้เซ็ง

1. ลองหาหนังสือที่ชอบอ่าน .. ควรจะอ่านหนังสือ “ขำขัน” ไม่ควรอ่านหนังสือนิยาย ประเภทรักไม่สมหวัง ชอกช้ำ พระเอกตาย นางเอกโดนจับไปขายตัว เพราะมันจะทำให้คุณหดหูยิ่งขึ้น
2. ไปเช่าหนังมาดู .. หนังตลกก็ดีน๊ะ อย่าดูหนังเศร้าล่ะ .. ถ้าจะดูหนังผีก็ดู หนังผี ฮา ๆ .. อย่าดูอะไรที่มันสยองน๊ะ .. เพราะมันอาจจะทำให้คุณอยากเป็นผีได้ ..
3. ไปเดินห้าง .. เดินดูของ เดินดูเสื้อผ้า .. เดินเหล่สาว .. เดินมองหนุ่ม ๆ แล้วแต่ชอบเลยจ้า .... จะช้อปให้แหลก ก็ตามสบาย ( ระวังเป๋าแฟบล่ะ )
4. ไปออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น โยนโบลลิ่ง ว่ายน้ำ ฟิตเนส เต้นแอโรบิค วิ่ง ปิงปอง เปตอง ฟุตบอล แบทบินตัน บาสเกตบอล วอลเลย์บอล ขว้างจักร พุ่งแหลม ( แล้วแต่ถนัดเลย )ฯลฯ
5. ไปหาอะไร อร่อยๆ ทาน เลือกร้านที่บรรยากาศดีๆ ไม่น่าเบื่อ มีอะไรแปลกใหม่ท้าทาย .. น่าตื่นเต้น
6. ชวนเพื่อนๆ คนสนิท ไปนั่งเมาท์กาน .. เมาท์แก้เซ็ง ( อย่าเมาท์เรื่องการเมืองล่ะ 55+ )
7. ไปเที่ยวทะเล สวนสนุก เที่ยวป่า เที่ยวเขา เที่ยวน้ำตก เที่ยสวนสัตว์ เที่ยวพิพิธภัณฑ์ .. ฯลฯ ถ้ามีตังค์หน่อยก็ไปเที่ยวต่างจังหวัด ถ้าตังค์หนาเป็นฟ่อนก็ไปเที่ยวต่างประเทศเลย ..
8. ไปบ้านเพื่อน .. ( ไปบ้านที่ของกินเยอะๆ บรรยากาศดีๆ แล้วก็ไปถล่มเลย ) อิ อิ
9. ถ้าเบื่อๆ แล้วไม่รู้จะทำอะไรก็ ... แกล้งเพื่อนสิ แกล้งอาไรที่มันไม่รุนแรงนะ แกล้งอาไรที่น่ารักๆ น่ะ ถ้าแกล้งแล้วเพื่อนโกรธอันนี้ไม่รู้ด้วยล่ะ
10. ชวนเพื่อนๆ หรือใครก็ได้ ไปดูคอนเสิร์ตที่ชอบ .. ไปเต้นให้มันส์เลย ..
11. ดูตลกคาเฟ่ .. ดูระเบิดเถอดเทิง ดูโทรทัศน์ ดู UBC
12. กินน้ำชา + โรตี ชวนเพื่อนๆ ไปปาร์ตี้กัน ( ไม่มีแอลกอฮอล์น๊ะจ๊ะ )
13. เล่นอินเตอร์เนต แชท กับ เพื่อนๆ หรือใครก็ได้ ไประบายความเซ็งซะ ..
14. หาเวปไซต์ ดีๆ อ่าน ( คงไม่มีใครทะลึ่งไปเปิดเวปโป๊น๊ะ )
15. เล่นเกมส์ .. ไม่ว่าจะเกมส์กด เกมเพล เกมคอม เกม... ฯลฯ
16. ชวนที่บ้านขับรถเล่น .. กินลม ชมเมือง
17. ไป สปา .. ( ถ้ามีตังค์หน่อยน๊ะ )
18. ทำกับข้าว .. ใครชอบทำกับข้าว ทำอาหาร ทำขนม ก็ลงมือเลยน๊ะจ๊ะ
19. เขียนไดอารี่ .. เขียนโน่นขีดนี่ วาดภาพ ฟังเพลง ร้องเพลง เล่นดนตรี .. สร้างบ้าน ( บ้านเลโก้น๊ะจ๊ะ )
20. ทำสวน .. ( ช่วยคุณพ่อคุณแม่ นะเด็กดี )
21. ทำงานบ้านกวาดบ้านถูบ้าน .. จัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ( เด็กดีภาค 2 )
22. คุยโทรศัพท์กับคนที่คุณคิดว่าจะทำให้คุณหายเบื่อได้ .............................
23. ฝึกนั่งสมาธิ สงบจิตสงบใจ .. คิดว่าเรื่องบนโลกใบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา
24. นอนหลับ .. นอนซะ นอน .. นอน ... เผื่อตื่นมาแล้วจะหายเบื่อน๊ะจ๊ะ
โปรดใช้วิจารณญาณ ในการอ่าน และใช้สติคิดเอาเองว่า .. วิธีไหน เหมาะกับเวลา และ สถานที่ใด ..



ขอขอบคุณจดหมาย frwdmail

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีแก้ท้องเสีย

จะบอกวิธี เห็นขนาดแก้วน้ำที่เห็น หรือ ทั่วไป (มารตฐาน)

ใส่น้ำ 3/4 (3ส่วน4) ของแก้ว น้ำอุ่น และ
บีบมะนาวใส่ครึ่งลูก
แล้วคนให้เข้ากัน แล้วก็กิน (แก้ท้องเสีย ท้องเฟ้อ ท้องอืด เจ็บท้อง ขับถ่ายสะดวก แก้สารพิษ)
กินก่อน รับประทรรอาหาร ประมาณ 10 นาที และ หลังอาหารด้วยก็ได้

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีพักสายตา ตอน 1

วิธีพักสายตาที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ ผมใช้อยู่เป็นประจำ และได้ผลดีมาก หากผู้อ่านมีปัญหาเรื่องปวดตา ตาล้า ตาแห้ง หรือต้องใช้สายตาหนักๆ เป็นประจำแล้วละก็ ลองนำวิธีพวกนี้ไปใช้ดูครับ
1. ลมหายใจ
การควบคุมลมหายใจได้ดี จะช่วยให้จิตใจสงบ ร่างกายผ่อนคลาย ช่วยบรรเทาอาการล้าของสายตาได้ วิธีต่างๆ ที่ผมจะแนะนำจากนี้ไป ล้วนมีลมหายใจเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น
วิธีหายใจที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายคือการหายใจยาวๆ เป็นจังหวะ สังเกตอาการตึงเครียดของใบหน้า จะพบว่าเมื่อทำไปสักพัก ความตึงเครียดเหล่านี้จะลดลง รวมทั้งอาการล้าของสายตา เมื่อได้จังหวะจะรู้สึกจิตใจสงบ หายใจเบาลง และเข้าออกเป็นจังหวะโดยอัตโนมัติ
มีวิธีนึงที่ช่วยฝึกลมหายใจได้ดีคือ หายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับลืมตา แล้วหายใจออกยาวๆ พร้อมกับการกระพริบตาให้มากครั้งที่สุด แล้วทำซ้ำหลายๆ ครั้ง หากสายตามีอาการล้าจะกระพริบได้น้อยครั้ง การกระพริบตาจะช่วยชำระล้าง และหล่อลื่นดวงตาช่วยบรรเทาการล้าได้ เวลาจ้องคอมพิวเตอร์ หรือ อ่านหนังสือนานๆ จะกระพริบตาน้อยลง จึงควรกระพริบตาบ่อยๆ
2. ฝ่ามือ (Palming)
เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและได้ผลดีมาก ลองดูครับ แล้วจะติดใจ
- ใช้ฝ่ามือประสานกันโดยนิ้วมือทั้งสองข้างซ้อนกัน ข้างไหนอยู่บนก็ได้แล้วแต่ถนัด หันฝ่ามือเข้าหาตัว- นำมือที่ประสานกันมาปิดตา โดยไม่ให้ฝ่ามือโดนลูกตา จัดมือทั้งสองให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่ไม่มีแสงลอดผ่านฝ่ามือ มาเข้าตาได้ วางมือสบายๆ ไม่เกร็ง ระวังอย่าให้เกิดแรงดันที่ลูกตา แล้วหลับตา ข้อศอกวางไว้บนโต๊ะ หรือวางบนตัก หรือ ที่ไหนก็ได้ตามสบาย- หายใจเข้าออกยาวๆ เบาๆ เป็นจังหวะให้ใบหน้าผ่อนคลาย การหายใจกับความผ่อนคลายเป็นสิ่งสำคัญมาก ระวังอย่าให้มีการเกร็งส่วนใดส่วนหนึ่ง- เมื่อสายตามีการผ่อนคลายมากขึ้น พื้นหลัง (สีที่มองเห็นเวลาหลับตา) จะมืดขึ้น ความมืดที่พื้นหลังเป็นสิ่งบ่งบอกความตึงเครียดของดวงตา เวลาสายตาตึงเครียดพื้นหลังที่เห็นจะดูสว่าง หรือเป็นแสงระยิบระยับ นี้เป็นข้อสังเกตเฉยๆ ไม่ต้องสนใจก็ได้ครับ ไม่สำคัญอะไร- หากปิดไฟและเปิดเพลงที่ชอบฟังไปด้วยจะรู้สึกดีมากๆ- ทำอย่างน้อย 10 นาที- ท่านี้ทำในท่านอนหรืออะไรก็ได้นะครับ เน้นที่ความผ่อนคลาย ผมมักจะทำก่อนนอนจนหลับ จะทำให้หลับง่าย- ท่านี้ถ้าทำนานๆ จนรู้สึกมีแรงดัน หรืออะไรสักอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สบาย ให้เอามือออก สูดหายใจเข้าออกสักพัก แล้วค่อยทำต่อ อย่าฝืนทำต่อเรื่อยๆ นะครับ ไม่ดี
3. แกว่งแขน
วิธีนี้ช่่วยให้เลือดสูบฉีดขึ้นไปหล่อเลี้ยงดวงตา ลองทำดูนะครับ
- ยืนให้ขาทั้งสองข้างห่างกันพอสมควรให้ยืนได้สบาย (ประมาณช่วงไหล่) จัดน้ำหนักการยืนให้มั่นคง ให้นิ้วเท้างองุ้มเล็กน้อย- หลับตาเบาๆ (อย่าหลับตาปี๋) ออกแรงแกว่งแขนไปข้างหลังให้สุด แล้วปล่อยให้แขนเหวี่ยงมาข้างหน้าเองโดยไม่ต้องออกแรง ตำราท่านว่าไว้ให้ออกแรงแกว่งด้านหลัง 7 ส่วน ด้านหน้า 3 ส่วน หรือด้านหลังทำมุม 60 ด้านหน้าทำมุม 30 องศา ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ- ย้ำว่าออกแรงเฉพาะแกว่งแขนไปด้านหลัง ด้านหน้าแค่ปล่อยมานะครับ เพราะจะทำให้เลือดสูบฉีดขึ้นไปส่วนบนของร่างกาย และต้องยืนให้มั่นคง อย่าขยับเท้าบ่อย ให้เป็นหลักเกาะกับพื้น- อันนี้สำคัญมาก ระหว่างแกว่งแขนให้หายใจเข้าออกให้เป็นจังหวะ (เบาๆ ยาวๆ) จิตใจจะสงบ และใบหน้าจะผ่อนคลาย ตำราท่านว่า ห้ามคิดฟุ้งซ่าน เพราะเลือดลมจะสับสน- เมื่อทำสักพักจะรู้สึกว่ามีน้ำตามาหล่อเลี้ยงอย่างมาก ลูกตากลิ้งได้คล่อง อุ่นๆ มีพลังเหมือนจะปล่อยแสงได้ (อธิบายยากแฮะ อยากรู้ต้องลอง)- ควรทำอย่างน้อย 15 นาที ผมมักจะเปิดเพลงไปด้วย จะรู้สึกแกว่งได้เป็นจังหวะดี และไม่เบื่อ ปิดไฟทำตอนกลางคืนยิ่งดีครับ
รู้สึกว่าเริ่มจะยาวเกินไป ไว้ต่อคราวหน้านะครับ สวัสดี

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คุณสมบ้ติของทองคำ

ทองคำ หมายถึง โลหะชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นของแข็งสีเหลือง มีจุดหลอมเหลว 1064 และจุดเดือด 2970 องศา เซลเซียส เป็นโลหะที่มีคุณค่าเพราะมีความเหนียว (Ductility) และมีความสามารถในการขึ้นรูป (Malleability) คือจะยืด ขยาย (Extend) เมื่อถูกตีหรือรีดในทุกทิศทาง โดยไม่เกิดการปริแตก ได้สูงสุด
คุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการซึ่งช่วยให้ทองคำโดดเด่นและเป็นที่ต้องการเหนือโลหะมีค่าชนิดอื่นๆ คุณสมบัติดังกล่าว ได้แก่ 1.ความงดงามเป็นมันวาว (lustre) สีสันที่สวยงามตามธรรมชาติผสานกับความมันวาวก่อให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ และความงามที่ เป็นอมตะแก่ทองคำ การเปลี่ยนเฉดสีทองคำด้วยการนำทองคำไปผสมกับโลหะมีค่าอื่นๆ เป็นวิธีที่ช่วย เพิ่มความงดงามให้แก่ทองคำได้อีกทางหนึ่ง ทองคำไม่ทำปฏิกริยากับออกซิเจนดังนั้นเมื่อสัมผัสถูกอากาศสีของทองจะ ไม่หมองและไม่เกิดสนิม 2.ความหายาก (rarity) แม้ว่าเราจะพบเห็นทองคำได้ทั่วไป แต่กว่าที่จะได้ทองคำมาสัก 1 ออนซ์ จะต้องถลุงก้อนแร่ ที่มีทองคำอยู่เป็น จำนวนหลายตัน ดังนั้นด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงประกอบกับความยากในการได้มาจึงส่งผลให้ทองคำกลายเป็นโลหะมีค่าซึ่งไม่มีโลหะ มีค่าชนิดใดในโลกสามารถเทียบเคียงได้ 3.ความคงทน (durable) ทองคำเป็นโลหะมีค่าซึ่งคงทน ไม่ขึ้นสนิม ไม่หมอง และไม่ผุกร่อน ตัวอย่างที่คุ้นเคยกันดีก็ คือ มหาสมบัติของฟาโรห์ตุตังคาเมนซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ 1350 ปีก่อนคริสตกาล พระศพของพระองค์ถูกฝังไว้ในปิระมิด พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติและเครื่องประดับทองคำจำนวนมหาศาล ปัจจุบันเวลาล่วงเลยมานานกว่า 3000 ปี แต่ทรัพย์ สมบัติและเครื่องประดับทองคำที่ฝังไว้ในปิระมิดยังคงเปล่งประกายเจิดจ้า สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้พบเห็นได้ไม่ น้อยทีเดียว 4.การนำไปใช้ประโยชน์ (reuseable) ทองคำเป็นโลหะมีค่าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเครื่องประดับ ชั้นสูง ทองคำมีความอ่อนและสามารถนำมาขึ้นรูปได้ง่าย ทองคำ 1 ออนซ์สามารถนำมาตีเป็นแผ่นได้กว้างถึง 9 ตาราง เมตร หรือทำเป็นเส้นลวดได้ยาวถึง 80 กิโลเมตร นอกจากนี้ทองคำยังสามารถนำมาหลอมใช้ใหม่ได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน
ในสมัยโบราณประเทศไทยเราได้กำหนดคุณภาพและคุณสมบัติของทองคำเอาไว้เป็นเนื้อ กล่าวคือ จะดู คุณลักษณะของทองคำแล้วแยกออกเป็นทองคำแต่ละประเภท เป็นเนื้อ เช่น ประเภทของทองคำตั้งแต่เนื้อสี่จนถึงเนื้อ เก้า โดยตั้งพิกัดราคาทองตามเนื้อ (หรือคุณภาพ) ดังประกาศในรัชกาลที่4 ว่า
ทองเนื้อหก คือทองหนัก 1 บาท ราคา 6 บาท ฯลฯ
ทองเนื้อเก้า คือทองหนัก 1 บาท ราคา 9 บาท ฯลฯ
กำหนดให้ทองเนื้อเก้าเป็นทองแท้ ทองบริสุทธิ์ ซึ่งเรียกว่า ทองธรรมชาติ หรือบางครั้งอาจเรียกว่า ทอง ชมพูนุท (คือทองที่มีสีเหลือง เข้มออกแดง)ไม่มีโลหะธาตุอื่นเจือปนเลย แต่เนื้อทองจะอ่อน ดังในวรรณคดีเรื่องสังข์ ทอง ตอนตีคลี ที่เอ่ยถึงผิวพรรณสังข์ทองเมื่อถอดเงาะออกมาแล้วว่า “ดังทองชมพูนุชเนื้อเก้า”

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีล้างหน้าที่ถูกต้อง

การล้างหน้าถือเป็นการทำความสะอาดผิวหน้า ที่ทุก ๆ คนสมควรจะกระทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะในแต่ละวันเรามักจะต้องเจอฝุ่นควันต่าง ๆ ไหนจะเครื่องสำอางค์ต่าง ๆ อีก ดังนั้นการล้างหน้าจึงเป็นการชำระล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่อยู่บนผิวหน้าให้หมดไป
แต่การล้างหน้าที่ดีนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องทำตามวิธีที่ถูกต้อง จึงจะได้ประโยชน์ ในทางกลับกันหากคุณล้างหน้าไม่ถูกวิธี แม้ว่าใบหน้าของคุณจะสะอาดจริง แต่ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาผิวอย่างอื่นตามมา ซึ่งการล้างหน้าที่ถูกต้องทำได้ดังนี้เริ่มจากการล้างหน้าวันละ 2 ครั้งคือตอนตื่นนอนตอนเช้ากับตอนอาบน้ำตอนเย็น ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าแห้งได้ เว้นเสียแต่ว่าคุณไปทำกิจกรรมที่ต้องเสียเหงื่อมาก ๆ เช่น หลังจากการเล่นกีฬา หรือ ทำไร่ทำสวน ซึ่งอาจจะทำให้ใบหน้าของคุณสกปรก อันนี้อนุโลมให้ล้างหน้าได้ค่ะ
น้ำเปล่าธรรมดาที่ไม่ร้อน ไม่เย็นจนเกินไป คือน้ำที่เหมาะที่จะใช้ล้างหน้ามากที่สุด ในขณะที่ล้างหน้าควรล้างอย่างเบามือที่สุด ไม่เช็ด หรือถูหน้าแรง ๆ เด็ดขาด นอกจากนี้คลีนเซอร์หรืออุปกรณ์ล้างหน้าอื่นๆ นั้นแนะนำสำหรับคนที่แต่งหน้าเป็นประจำ แต่ถ้าคุณไม่ได้แต่งหน้า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็แทบจะไม่มีความจำเป็นเลยค่ะ
คนที่ล้างหน้าบ่อย ๆ และใช้โทนเนอร์เช็ดหน้าบ่อย ๆ นั้นส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายคนมักจะเข้าใจว่า ขี้ไคลเป็นสิ่งสกปรกดังนั้นหลาย ๆ คนจึงเช็ดถูผิวหน้าจนเกลี้ยง แบบว่าขี้ไคลก็ไม่เหลือแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นก็ดูจะเป็นความเข้าใจที่ผิดไปสักหน่อย เพราะขี้ไคล คือ ชั้นหนังกำพร้าที่เกาะติดอยู่กับผิวหนังชั่นบน ควบคู่ไปกับชั้นน้ำมันเคลือบผิวที่คอยเป็นเกราะคุ้มกัน ปกป้องผิวจากฝุ่นละอองเชื้อโรค และสารเคมีไม่ให้ซึมฝ่าลงไปทำร้ายผิวได้ หากคุณทำความสะอาดใบหน้ามากจนเกินไปอาจจะทำให้ผิวหน้าเราขาดภูมิคุ้มกันธรรมชาติไปได้ และนั่นอาจจะเป็นส่วนหฯึ่งที่ทำให้ผิวของคุณแพ้ง่าย
โดยธรรมชาติแล้ว ผิวหนังกำพร้าของคนเรา จะหลุดออกมาเองทุกวัน และจะพาเอาแป้งและฝุ่นออกมาด้วย โดยไม่จำเป็นต้องออกแรงถูเลยทีเดียว แต่เพราะเดี๋ยวนี้สาว ๆ หลายคนมักจะแต่งหน้ากันเป็นประจำทุกวัน จึงทำให้การล้างหน้าต้องมีขั้นตอนที่ยุ่งยากเพิ่มขึ้นมา
แต่ถ้าวันไหนที่คุณอยู่บ้านเฉย ๆ ก็แนะนำว่าให้อยู่บ้านโดยไม่แต่งหน้าดูนะคะ ถือเป็นการพักผ่อนใบหน้า แถมยังไม่ต้องเสียเวลายุ่งยากในการล้างหน้าด้วยค่ะ ~*

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อัญมณี ประจำเดือนเกิด

มกราคม – การ์เนต ( January-Garnet)
__________________________________________________ _____________
สำหรับผู้ที่เกิดในเดือนมกราคม อัญมณีประจำเดือนเกิดของท่านคือพลอยการ์เนต (Garnet) หรือ พลอยโกเมนซึ่งเชื่อกันว่าเป็นอัญมณีแห่งความมั่นคง, ความน่าเชื่อถือ และ ความงดงาม ในสมัยอียิปต์โบราณเชื่อกันว่า อัญมณี ชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการมีชีวิต (Symbol of Life) และยังมีความเชื่ออื่นๆอีก เช่น โกเมนเป็นอัญมณีแห่งแสงสว่างโนอาห์ได้ใช้ แขวนไว้ ในเรือ เพื่อใช้ส่องสว่างหรือเชื่อว่าอัญมณีชนิด นี้สามารถใช้ในการรักษาโรคได้ เป็นต้นการ์เนต (Garnet) มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน“Granatum”หรือ “Granatus”หมายถึงเมล็ดสี แดง ของผลทับทิม ทั้งนี้ก็เพราะว่า อัญมณีชนิดนี้มีสีแดง คล้ายกับเมล็ด ของผล ทับทิม และมักจะพบผลึก ของ อัญมณีชนิดนี้ฝังอยู่ในเนื้อหิน โดยมีลักษณะ คล้าย การฝังตัว ของ เมล็ดในผลทับทิม โดยธรรมชาตินั้น การ์เนต(Garnet)มีอยู่หลายสียกเว้นสีน้ำเงิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแร่ที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในเนื้อหิน แต่สีที่พบมากที่สุด คือ สีแดง ชนิด ไพโรป (Pyrope) คำว่าไพโรป นี้มาจากภาษา กรีก แปลว่า “ เหมือนไฟ ” นอกจากนี้ยังมีชนิด อัลมานไดน์ “Almandine” มีสีแดง อมน้ำตาล (Brownish-red) , สเปซซาไทต์ หรือ สเปซซาไทน์ “Spessatite or Spessartine” มีสีส้มจนถึงสีแดงอมส้ม, อัมบาไลต์“Umbalite” สีม่วงอมชมพู(Light pinkish-purple)ซึ่งเป็น การ์เนตที่มีส่วนผสมของไพโรป, อัลมานไดน์ และ สเปซซาไทน์ สำหรับ ในประเทศไทย เราจะเรียก อัญมณีนี้ว่า “โกเมน” ซึ่งหมายถึง การ์เนตชนิดสีแดงนั่นเอง ปัจจุบัน การ์เนตที่มีสีเขียว “Uvarovite or Tsavorite”กำลังเป็น ที่นิยม อยู่เหมือน กัน


กุมภาพันธ์ – อเมทีสต์ (February – Amethyst)
__________________________________________________ _____________
อัญมณีแห่งความจริงใจ และความมีสติ คือพลอยประจำเดือนเกิด ของคนเดือน กุมภาพันธ์อเมทีสต์เป็นอัญมณี สีม่วงเหมือนดอกตะแบกซึ่งจัดอยู่ในแร่ตระกูลควอทซ์ (Quartz) อัญมณีชนิด นี้ มีการค้นพบว่ามีการ ใช้งานในประเทศจีนมากว่า 8,000 ปี มาแล้วอเมทีสต์ (Amethyst) มาจากภาษากรีก (Amethystos) แปลว่า “ไม่ทำให้เมา”ซึ่งก็น่าจะมาจากนิยาย กรีก โบราณ ที่เล่าต่อกันมา เกี่ยวกับ “แบคคัส” (Bacchus) เทพเจ้าแห่ง เหล้าองุ่น (The God of Wine) รู้สึกโกรธแค้นที่ถูกเทพธิดาไดอาน่า ทอดทิ้งจึงได้สาปแช่งว่า ผู้ใดก็ตามที่ ผ่านเข้ามา จะต้องถูกเสือของเขาจับกิน วันหนึ่งมีหญิงสาวบริสุทธิ์ นางหนึ่งชื่อว่า อเมทีสต์เดินทาง ผ่านมาเพื่อที่จะไปสักการะเทพธิดาไดอาน่า ได้ถูกเสือของแบคคัส ตรงเข้า ทำร้าย อเมทีสต์ เห็น ดังนั้น จึงได้ร้องตะโกน เพื่อขอให้เทพ ธิดาไดอาน่า ที่นางนับถือช่วยเหลือ เทพธิดาไดอาน่า จึงได้ เปลี่ยนร่างของหญิงสาวให้กลายเป็นผลึกหิน ควอทซ์ ที่ใสบริสุทธิ์ เพื่อให้ รอดพ้นจากเขี้ยวเล็บของ เสือ แบคคัสเห็นดังนั้นก็รู้สึกเสียใจในการกระทำของพระองค์เองจึงนำ เหล้าองุ่นเทลงบนแห่งผลึก หิน ควอทซ์อเมทีสต์ โดยปล่อยให้ส่วนขาและเท้าของเธอ ยังเป็น ส่วนที่ ใสอยู่นี่เองจึงเป็นที่มาของ ชื่อเรียกอัญมณีชนิดนี้ว่า อเมทีสต์ และลักษณะของแร่อเมทีสต์ที่พบในธรรมชาติก็จะมีลักษณะใส ตรงบริเวณโคนผลึกและจะมีส่วนที่เป็นสีม่วง บริเวณกลางจนถึงปลายผลึก


มีนาคม – อะควอมารีน (March – Aquamarine)
__________________________________________________ _____________
อัญมณีแห่งความกล้าหาญ คือ อัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในเดือน มีนาคมอะควอมารีน เป็นอัญมณีสีฟ้า อมเขียว (Greenish-Blue) จนถึงสีเขียวอมฟ้า (Bluwish-green)สำหรับ สีที่เป็นที่นิยมจะเป็นสีฟ้า น้ำทะเล อะควอมาริน เป็นพลอยที่อยู่ในแร่ตระกูล เบริล (Beryl)ซึ่งเป็นแร่ตระกูลเดียวกับมรกตอะควอมารีน (Aquamarine) มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน 2 คำคือ “Aqua” ซึ่งแปลว่าน้ำ และ “Mare” ซึ่งแปลว่า ทะเล จึงมีความหมายว่า “น้ำทะเล” เป็นการบ่งบอกถึงสีของอัญมณี ชนิดนี้ได้อย่างชัดเจน ตามความเชื่อโบราณเชื่อกันว่าอัญมณีชนิดนี้เป็นอัญมณ ีของเทพธิดา แห่ง ท้องทะเล นางเงือกทำให้กะลาสี , ชาวเรือ เชื่อกันว่าหากมีไว้ใน ครอบครองจะทำให้เดินทาง ทะเล ได้อย่างปลอดภัยและยังมีความเชื่อว่า อัญมณี ชนิดนี้ จะทำให้ผู้ ที่มีไว้เป็นผู้ที่มีจิตใจสงบไม่ ฟุ้งซ่าน มีความสุขกายสบายใจจึงเป็นที่นิยมสำหรับ คู่แต่งงานด้วยสำหรับราคาของ อะควอมารีน นั้นจะขึ้นอยู่กับความเข้มของสี ยิ่งมีความเข้มมากราคาก็จะ ยิ่งสูงแต่ทั้งนี้ยังต้องพิจารณาถึงตำหนิที่มีด้วยเพราะในธรรมชาติก ้อนผลึกอะควอมารีน ส่วนใหญ่จะ ค่อนข้างบริสุทธิ์ ใส่ไม่ทึบหากอะควอมารินเม็ดใดมีตำหนิมาก ทึบแสงก็จะ มีราคาถูก


เมษายน (April – Diamond)
__________________________________________________ _____________
“ เพชร ” เป็นอัญมณีประจำเดือนเกิด ของผู้ที่เกิด เดือนเมษายน อัญมณีที่บ่งบอกถึง ความบริสุทธิ์ ความสมบูรณ์แบบเพชรเป็นที่นิยมกันมากในทุกยุคทุกสมัยจากหลักฐานที่ป รากฎมีการค้นพบเพชรครั้งแรก ในประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้วและนับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่เดียวที่ อินเดีย เป็นแหล่งเพชรดิบที่สำคัญ แห่งหนึ่งของโลก ในปี ค.ศ. 1866 มีการ ค้นพบ เหมือง เพชร ที่สำคัญ ในทวีปแอฟริกา หลังจากนั้นจึงเริ่มมีอุตสาหกรรรม การค้าเพชรกันอย่างแพร่หลายจวบจนปัจจุบัน นี้นอกจากเหมืองในทวีปแอฟริกาแล้วยังมีการค้นพบแหล่ง เพชรดิบ ในอีกหลายส่วน ของ โลกเช่น ประเทศรัสเซีย, ออสเตรเลีย, แคนาดา เป็นต้นคำว่า เพชร (Diamond) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก “Adamas” ซึ่งหมายความว่าไม่ สามารถพิชิตได้ (Unconquerable) และในตำนานกรีกยังเชื่อกันว่า เพชรคือดวงดาว ที่ ล่วงหล่น ลงมาจากท้องฟ้า บ้างก็ว่าเพชร คือ หยดน้ำตาของเทพเจ้า แต่ในความเป็นจริงแล้วเพชร คือ ผลึก คาร์บอน ซึ่งมีคุณสมบัติ แข็งแกร่ง ทนทาน ใสบริสุทธิ์ ไม่มีสีเจือปน และยังไม่ทำ ปฏิกิริยากับกรด และ ด่างด้วยสำหรับเพชรที่นำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับนั้น จะมีเพียง 20 % ของปริมาณเพชรดิบที่ขุดได้ทั้งหมดที่เหลือจะมีคุณภาพ เพียงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เท่านั้นเพชรที่นำมาใช้ทำเครื่องประดับนี้ก็จะมีการจำแนกตามค ุณภาพของเพชรเม็ดนั้นๆโดย มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ที่เรียกกันว่า 4’C ( Cutting , Color , Clarity , Carat weight) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สากลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน


พฤษภาคม – มรกต (May – Emerald)
__________________________________________________ _____________
อัญมณี แห่งความชุ่มชื่น และ ความสมบูรณ์ของมวลพฤกษาในฤดูใบไม้ผลิ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่ามรกตเป็นอัญมณีแห่งความรักของคู่รักอีกด้วยทั้งนี้ก็ เพราะว่ามรกตเป็นอัญมณีที่โปรดปราณของเทพธิดาวีนัส ซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งความรัก (Goddess of Love) เชื่อกันว่า มรกตมีพลังอำนาจดลใจให้คู่รักมีความรักและซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน หากวันใดที่ความรักจืดจากลง สีของมรกตก็จะจืดจางลงเช่นกันมรกต “Emerald” บ้างก็ว่ามีรากศัพท์มาจาก ภาษาเปอร์เซีย หรือ ภาษากรีกว่า “Smaragdos” หมายถึง หินที่มีสีเขียว ซึ่งในอดีตไม่ได้หมายถึงเฉพาะมรกต แต่ยังหมายถึงหินสี เขียวทุกชนิด มรกตเป็นอัญมณีที่อยู่ในตระกูลเบริล (Beryl) เช่นเดียวกับ อะควอมารีน โดยปกติ แล้วเบริลจะเป็นธาตุที่ใสไม่มีสี แต่มรกตมีสีเขียวก็เพราะมี ธาตุโครเมียม (Chrome) ปนอยู่ใน เบริล อัญมณีชนิดนี้ จะค่อนข้างมีรอยแตก หรือ ที่เราเรียกว่าตำหนิ ในตัวมันเองค่อน ข้างมากจึงทำให้มรกตมีความเปราะบางแตกหักได้ง่ายแม้ว ่าตัวมันเองจะมีความแข็งถึง 7.5-8 สเกลโมล (Mohs’ scale) ก็ตาม (เพชรมีค่าความแข็ง 10 สเกลโมล)


มิถุนายน – ไข่มุก , มุกดาหาร (June – Pearl,Moonstone)
__________________________________________________ _____________
อัญมณีสำหรับเดือนมิถุนายนที่เป็นที่นิยมมีอยู่ 2 ชนิดได้แก่ ไข่มุก“ Pearl ”และ มุกดาหาร“Moonstone” ดูเหมือนว่าไข่มุกจะเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมมากก ว่าไข่มุก “Pearl” มาจากภาษาละติน “Pilula” แปลว่าลูกบอลในสมัยโบราณรู้จักไข่มุกในชื่อ ของ มาร์กา ไรต์ “Margarite” ซึ่งมาจากภาษากรีก “Margaritafera” ชื่อนี้หมายถึงหอยที่มีมุกฝังอยู่มีเรื่องเล่าต่อ กัน มา ถึงที่มาของไข่มุกว่า ไข่มุกนั้นเกิดจากน้ำค้าง ที่หยดลงมา จากสวรรค์ ใน คืนวันพระจันทร์เต็มดวง และได้นำแสงอันอ่อนละมุนน่าพิศวงจากดวงดาวติดตัว มาด้วยบ้างก็ว่าไข่มุกเป็นหยดน้ำตาแห่งความปิติ ิของเทพธิดาที่หลั่งออกมา ให้กับโชคชะตา ชีวิตของมวลมนุษย์ ชาวฮินดูมีความเชื่อว่าไข่มุกเป็นอัญมณีแห่งความมั่ง คั่งสมบูรณสีสันต่างๆ ของไข่มุกยัง แสดงถึงสัญลักษณ์ต่างๆ กันออกไป เช่น ไข่มุกขาว หมายถึง ความมีอุดมคติหรือความ เป็น เลิศ, ไข่มุกดำ หมายถึง ปรัชญา เป็นต้น มุกดาหาร“Moonstone”คืออัญมณีชนิดที่สองของเดือนนี้ “Moonstone” มากจากภาษาละติน “Luna” หมายถึง พระจันทร์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าสีของ Moonstone จะออกลักษณะ ที่คล้ายกับ การเรืองแสงของดวงจันทร์คือจะ ออก เป็น ลักษณะ สีเรื่อๆ ไม่รุนแรง บาดตา เมื่อมองแล้วทำให้ ชวนหลงไหล กับความงามของมัน ในประเทศอินเดียเชื่อกันว่า Moonstone จะนำความโชคดีมาให้และถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นในสมัยโบราณ จึงไม่มีการซื้อขายกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนิดที่มีสีเหลือง Moonstone เป็น อัญมณีในตระกูล เฟลสปา “Feldspar” ซึ่งเป็นธาตุที่ค่อนข้างเปราะ มีค่า ความแข็ง ประมาณ 6-6.5 โมลสเกล (Mohs’ scale) จึงทำให้ง่าย ต่อการเจียรไน เป็น รูปทรง ต่างๆ เพื่อใช้ทำเป็นเครื่องประดับประเภท จี้ , ต่างหู และเข็มกลัด เป็นต้น ปัจจุบันศรีลังกาเป็นแหล่งที่พบ“Moonstone” ที่มีคุณภาพมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบใน ประเทศพม่า และ อินเดีย ออสเตรเลีย บราซิล แต่คุณภาพ ก็ไม่สามารถเทียบกับ “Moonstone” ที่มากจาก ศรีลังกาได้ “Moonstone” ที่มีคุณภาพดี ตัวเนื้อจะค่อนข้างใส โปร่งแสง ไม่ทึบและจะ ต้องมีตำหนิน้อยที่สุด


กรกฎาคม – ทับทิม ( July –Ruby)
__________________________________________________ _____________
อัญมณีสีแดงสด ทับทิม (Ruby) เป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิด ในเดือน กรกฎาคม ทับทิม( Ruby ) มาจากภาษาละติน “Rubeus” แปลว่า สีแดง ส่วนรากศัพท์ เดิม มาจาก ภาษาสันสกฤตะ Ratnaraj” หรือ “Rajnapura” แปลว่าราชาแห่งอัญมณี ( King of Gems) เนื่องด้วย เพราะ ความสวยงามและความหายากนั่นเอง กล่าวกันว่ามูลค่าของทับทิมบางเม็ดจะมีราคาสูงกว่ารา คาของอัญมณีอื่นๆ แม้กระทั่งเพชรก็ตาม เช่น ในปี คศ.1988 มีการ ซื้อขายทับทิม เจียรไน น้ำหนัก 15.97 กะรัต ในราคา 3630000 us หรือ 227301 us ต่อกะรัต เลยทีเดียวทับทิม ( Ruby) เป็นอัญมณีในตระกูลคอลันดัม ( Corundum) เช่นเดียวกับ ไพลิน และบุษราคัมมีค่าความแข็งอยู่ที่ 8 ไมลสเกล ซึ่งจะเป็นรองก็เพียงแต่เพชร เท่านั้น จึงเหมาะ ที่จะนำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับ สำหรับการประเมินมูลค่าของทับทิม ปัจจัยแรกที่พิจารณา คือ เรื่องของสีเพราะเสน่ห์ของทับทิมจะอยู่ที่สีแดง ที่มีหลายเฉดด้วยกัน แต่เฉดสีที่นิยม และ หายาก ได้แก่สีแดงสด


สิงหาคม – เพริดอต ( August – Peridot)
__________________________________________________ _____________
เพริดอต (Peridot) อัญมณีสีเขียว ใสบริสุทธิ์ เป็นอัญมณีประจำเดือนเกิด ของคน เดือน สิงหาคมสีเขียวของเพริดอตบางครั้งเป็นที่รู้จักกันในนามEven ningemerald แต่อัญมณี ชนิดนี้ ไม่ใช้ธาตุชนิดเดียวกับมรกตเลยแม้แต่น้อยคนในสมัยโบราณเรียกพลอยชนิดนี้ว่าเป็น “ อัญมณีแห่งดวงตะวัน ” (The gem of the sun) เพราะ มีความเชื่อว่าเพริดอตมีอำนาจขับไล่ภูตผีปีศาจ และ ทำให้ผู้สวมใส่มีเสน่ห์ ในสมัย อียิปต์โบราณรู้จักอัญมณีชนิดนี้ในชื่อ “Topazion” ซึ่งมีที่มาจากแหล่งที่ค้นพบ อัญมณี ชนิดนี้ ก็คือ เกาะ Topazos” หมายถึง การเสาะแสวงหา ปัจจุบันเกาะนี้ เรียกกันว่า เกาะ “Zarbagad” หรือ ในภาษาอาระบิกว่า “Peridot” ซึ่งมีความหมายว่า หินมีค่าหรือรัตนชาติ เพริดอตเป็นอัญมณีที่มีสีเขียวคล้ายสีของผลมะนาวเขีย วอมเหลือง(Yellowish-Green)จนถึงสีเขียว เข้มอมน้ำนาล(Brownish–Green)ค่าความแข็งของอัญมณีชน ิดนี้อยู่ที่ประมาณ6.5 โมลสเกล (Moh’s scale) จึงไม่ใช่อัญมณีที่แข็งมากนัก ดังนั้นผู้ที่ต้องการ จะเป็นเจ้าของ เครื่อง ประดับที่มีเพริดอตประดับอยู่จึงต้องระมัดระวังในการสวมใส่ และเก็บรักษาที่ดีพอสมควรทีเดียว


กันยายน – แซฟไฟร์ (September - Sapphire)
__________________________________________________ _____________
แซฟไฟร์ “Sapphire” อัญมณีประจำเดือนกันยายน Sapphire มาจากภาษาฮิบรู “Saffir” หรือ จากภาษากรีก “Sappheiros” หมายถึงสีน้ำเงิน “Blue” ซึ่งสมัยโบราณ จะเรียกอัญมณีที่มีสี น้ำเงินว่าแซฟไฟร์(ปัจจุบันหากพูดถึงแซฟไฟร์ “Sapphire”คำเดียวจะหมายถึง Blue Sapphire หรือ ไพลิน) แต่ในความเป็นจริงแล้ว Sapphire มีหลาก หลายสีเช่น สีเหลือง, ชมพู,ม่วง,เขียว เป็นต้น ดังนั้นหากเราจะเรียกอัญมณีชนิดนี้ที่ไม่ใช่ สีน้ำเงิน แล้วจะต้องระบุ สีด้วย เช่น Yellow Sapphire(บุษราคัม),Green Sapphire (เขียวส่อง) ,Padparadsha Sapphire (พลอย สามสี) เป็นต้นชาวเปอร์เซียโบราณเชื่อกันว่าแซฟไฟร์ คือ “หินที่มาจากฟ้า” เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าโลก ตั้งอยู่บน แซฟไฟร์ ขนาดมหึมา จึงทำให้สะท้อนแสงแดด ออกไปสู่ท้องฟ้ามีสีน้ำเงิน นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีคนบางกลุ่ม เชื่อว่า แซฟไฟร์เป็นพลอยของกษัตริย์ที่ใช้สวมใส่เพื่อป้องกัน ภยันตรายและถือเอาอัญมณีชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ของความจริงใจ และมั่นคง


ตุลาคม – โอปอล และ ทัวร์มารีน
(October – Opal and Tourmaline)
__________________________________________________ _____________
อัญมณีสำหรับผู้เกิดเดือนตุลาคมมีให้เลือกใช้ถึง 2 ชนิดคือ โอปอล Opalอัญมณีแห่งความหวังโอปอลเป็นอัญมณีที่มีสีสรรดั่งเช่ น สีของสายรุ้ง นักประพันธ์ ชาวโรมันนาม ไพลนี “Pliny” ได้บรรยายความงาม ของสีสันต่างๆที่ผสมกลมกลืนรวมกันอยู่ในโอปอลว่ายามเมื่อมองเห็นโอ ปอล ราวกับ มองเห็นแสงไฟที่มีชีวิตของอะเมทิสต์, เขียวน้ำทะเล ที่สวยสดใส ของมรกต ร่วมกันส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับ สวยสุดที่จะพรรณาOpal มีรากศัพท์จากภาษาสันสกฤต “ อูพาลา ” (Upala) แปลว่า " หินที่มีค่า " โอปอลเป็นอัญมณีที่ค่อนข้างเปราะแตกหักได้ง่ายจึงต้องระมัดระว ังในการสวมใส่และเก็บรักษา อัญมณีอีกชนิดหนึ่งสำหรับผู้ที่เกิดเดือนตุลาคมคือทั วร์มารีน(Tourmaline)อัญมณีชนิดนี้มีมากมายหลายสี เช่น สีแดง, ส้ม, เหลือง, เขียว, น้ำเงิน, ม่วง, ดำหรือแม้กระทั่งไม่มีสีเลยก็ได้และสิ่งที่พิเศษสำหร ับทัวร์มารีนก็คือสามารถ พบทัวร์มารีนที่มีสีตั้งแต่ 2 สี จนถึงหลายสีได้ ในเม็ดเดียวกัน เช่น Water melon ทัวร์มารีนซึ่งจะมีสีชมพูอยู่บริเวณด้านในล้อมรอบด้ว ยสีเขียวบริเวณ ขอบเม็ดดูเหมือนผลแตงโมนั่นเอง ทัวร์มารีนมีรากศัพท์มาจากภาษาสิงหล (Sinhalese) คำว่า “Turmali” “ทรูมาลี” มีความ หมายว่า อัญมณีที่มีสีผสมกัน “Stone of mixed colours” ค่าความแข็งของ ทัวร์มารีน จะอยู่ที่ประมาณ 7-7.5 โมลสเกล จึงค่อนข้างแข็งสามารถนำมาทำเป็นเครื่องประดับได้หลา ยชนิด ทัวร์มารีนจะมีชื่อเรียกเฉพาะในแต่ละเฉดสีด้วยเช่น “รูบิไลต์” (Rubellite) (Deep pink to red to violet red) , “ อินดิโคไลต์” (Indicolite) (indigo blue and greenish blue) เป็นต้น


พฤศจิกายน – โทแพซ และ ซิทริน (November – Topaz , Citrine)
__________________________________________________ _____________
อัญมณีสำหรับผู้ทีเกิดเดือน พฤศจิกายนจะเป็นอัญมณี ที่มีสีเหลืองอันเป็นสัญญาลักษณ์ แห่ง ฤดใบไม้้ร่วงซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด คือ โทแพซ (Topaz) และ ซิทริน (Citrine) นั่นเอง โทแพซ (Topaz) เป็นอัญมณีที่มีอยู่หลายเฉดสี แต่ในอดีต เมื่อกล่าวถึงโทแพซ จะหมายถึง อัญมณีที่มีสีเหลือง คำว่า "โทแพซ" มาจากภาษากรีกโทแพเซียน “Topazian” หมายถึงการเสาะแสวงหาต่อมากลายเป็นชื่อเกาะ ที่พบอัญมณีชนิดนี้ก็คือ เกาะโทแพซอส “Topazios” ซึ่งตั้ง อยู่ในทะเลแดง ปัจจุบันเกาะนี้มีชื่อเรียกว่า ซีเบอร์เกต (Zebirget) ซีทริน(Citrine)เป็นอัญมณีที่มีสีเหลืองจนถึงสีเหลือ งส้มเชื่อกันว่าซีทรินเป็นอัญมณีแห่งการปกป้องและการรักษาคำว่าซิทรินนี้มา จากภาษาฝรั่งเศส“Citron”แปลว่ามะนาว(lemon) เพราะสี ของอัญมณีชนิดนี้นั่นเอง บางครั้งจะเกิดการสับสนระหว่างโทแพซที่มีสีเหลืองกับ ซิทรินว่าเป็น อัญมณีชนิดเดียวกันแต่ที่จริงแล้วต่างกันโดยสิ้นเชิง ซิทรินเป็นแร่ควอทซ์ (Quartz)เช่นเดียวกับอเมทิสต์(Amethyst)แต่เป็นควอทซ ์ชนิดที่มีสีเหลืองในการจำแนกโทแพซและซิทรินนั้นจะใช้ค่าความแข็งเป็นตั วบ่งชี้ซิทรินจะมีค่าความแข็งอยู่ที่ 7 โมลสเกล ส่วน โทแพซจะอยู่ที่ 8 โมลสเกล อย่างไรก็ตามอัญมณีทั้ง2ชนิดก็เป็นอัญมณีที่มีสีเหลื องสดใสงดงาม เหมาะกับการนำมา ทำเป็นเครื่องประดับสำหรับผู้ที่เกิดเดือน พฤศจิกายน


ธันวาคม – เทอร์คอยซ์ (December – Turquoise)
__________________________________________________ _____________
เทอร์คอยซ์ หรือ พลอยขี้นกการะเวก (Turquoise) อัญมณีสีฟ้า สำหรับผู้ที่เกิด เดือน ธันวาคมเป็นอัญมณีที่รู้จักกันมากว่า 5,000 ปีแล้ว (3,000 BC) ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณส่วนคำว่า เทอร์คอยซ์ มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส “ Pierre turquoise” ซึ่งหมายถึง “ Turkey stone” หรือ หินตุรกีสาเหตุมาจากเส้นทางการนำอัญมณีชนิดนี้สู่ดินแดนยุโรปโด ยผ่านทางประเทศตุรกี ในช่วง ศตวรรษที่ 13 นั่นเองในอดีตเทอร์คอยซ์มีแหล่งที่มาจากเหมืองในแถบเปอร์เซี ย ชาวเปอร์เซียเชื่อกันว่า เทอร์คอยซ์ เป็นอัญมณีแห่งโชคลาภ ผู้ที่ได้สวมใส่หรือครอบครองจะมีโชคแม้ในยามอยู่ในนิ ทราปัจจุบัน แหล่ง เทอร์คอยซ์ที่สำคัญจะมาจากแถบพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ อเมริกา อินเดียนแดงเผ่าอปาเช่ เรียกอัญมณีชนิดนี้ว่า ดุคลิจ (Duklij) ถือเป็นพลอยที่มีค่า นำมา ใช้เป็นเครื่องลางสีที่เป็นที่นิยมของเทอร์คอยซ์ก็คือสีฟ้าข องท้องฟ้า (Sky blue) คล้ายกับสีฟ้าของ นกโรบิน

อัญมณี ประจำวันเกิด

วันอาทิตย์ พลอยประจำวันเกิด ทับทิม (Ruby) สปิเนลสีแดง (Red Spinel) โกเมนสีแดง (Granet) ทัวร์มาลีนสีแดง (Rubellite) เพทายสีแดง (Red Zircon) เพชรสีแดง (Red Diamond) สีพลอยที่เสริมบริวาร คนรักใคร่ แดงสด, ส้ม, ทับทิมสีพลอยที่เสริมอายุ ขาว, ขาวนวล เพชร, ไข่มุกสีพลอยที่เสริมอำนาจ ชมพู, ม่วง, แดง ดำ, โกเมนสีพลอยที่เสริมความร่ำรวย เขียว, เขียวสด มรกต, หยกสีพลอยที่เสริมความขยัน แดงสด, ส้ม,ทับทิม

วันจันทร์ พลอยประจำวันเกิด บุษราคัม (Yellow Sapphire) โทแพซสีเหลือง (Yellow Topaz) ซิทริน (Citrine) เพทายสีเหลือง (Yellow Zircon) อำพัน (Amber) หยกสีเหลือง (Yellow Jade)เพชรสีเหลือง (Yellow Diamond) ไข่มุกสีทอง (Golden Pearl) สีพลอยที่เสริมบริวาร คนรักใคร่ ขาว, ขาวนวล ,เพชร, ไข่มุกสีพลอยที่เสริมอายุ ชมพู, ม่วง, แดง ดำ, โกเมนสีพลอยที่เสริมอำนาจ เขียว, เขียวสด, มรกต, หยกสีพลอยที่เสริมความร่ำรวย ดำ, ม่วง, เทา,นิลสีพลอยที่เสริมความขยัน น้ำเงิน, ฟ้า

วันอังคาร พลอยประจำวันเกิด แซปไฟร์สีชมพู (Pink Sapphire) เบริลสีกุหลาบ (Rose Beryl)เพชรสีชมพู (Pink Diamond) ไข่มุกสีชมพู ( Pink Pearl)สปิเนลสีชมพู (Pink Spinel) โทแพซสีชมพู (Ping Topaz) สีพลอยที่เสริมบริวาร คนรักใคร่ ชมพู, ม่วง, แดง,ดำ, โกเมนสีพลอยที่เสริมอายุ เขียว, เขียวสด,มรกต, หยกสีพลอยที่เสริมอำนาจ ดำ, ม่วง, เทา,นิลสีพลอยที่เสริมความร่ำรวย เหลืองสด, แสด,บุษราคัมสีพลอยที่เสริมความขยัน น้ำเงิน, ฟ้า,ไพลิน

วันพุธกลางวัน พลอยประจำวันเกิด มรกต (Emerald) หยก (Jade) หยกออสเตรเลีย (Chrysoprase) หยกเม็กซิกัน (Calcite)ทัวร์มาลีนสีเขียว (Chrome Tourmaline) เพริโดต์ (Peridot)โกเมนสีเขียว (Green Garnet) เขียวส่อง (Green Sapphire)สีพลอยที่เสริมบริวาร คนรักใคร่ เขียว, เขียวสด,มรกต, หยกสีพลอยที่เสริมอายุ ดำ, ม่วง, เทา,นิลสีพลอยที่เสริมอำนาจ เหลืองสด, แสด,บุษราคัมสีพลอยที่เสริมความร่ำรวย เขียวอ่อน, หมอก,เมฆ, พลอยสีขุ่นสีพลอยที่เสริมความขยัน แดงสด, ส้ม,ทับทิม

วันพุธกลางคืน พลอยประจำวันเกิด แก้วไพฑูรย์สีพลอยที่เสริมบริวาร คนรักใคร่ เขียวอ่อน, หมอก เมฆ, พลอยสีขุ่นสีพลอยที่เสริมอายุ น้ำเงิน, ฟ้า,ไพลินสีพลอยที่เสริมอำนาจ แดงสด, ส้ม,ทับทิมสีพลอยที่เสริมร่ำรวย ขาว, ขาวนวล,เพชร, ไข่มุกสีพลอยที่เสริมขยัน เขียว, เขียวสด,มรกต, หยก

วันพฤหัสบดี พลอยประจำวันเกิด โอปอลไฟ (Fire Opal) หยกแดง (Red Jade) หยกแดงไต้หวัน (Carnelian)สปิเนลสีส้ม (Orange Spinel) แซปไฟร์สีส้ม (Padparadscha) ปะการัง สีพลอยที่เสริมบริวาร คนรักใคร่ เหลืองสด, แสด,บุษราคัมสีพลอยที่เสริมอายุ เขียวอ่อน, หมอก, เมฆ, พลอยสีขุ่นสีพลอยที่เสริมอำนาจ น้ำเงิน, ฟ้า,ไพลินสีพลอยที่เสริมความร่ำรวย แดงสด, ส้ม,ทับทิมสีพลอยที่เสริมความขยัน ชมพู, โกเมน,เพทาย

วันศุกร์ พลอยประจำวันเกิด ได้แก่ ไพลิน (Blue Sapphire) โทแพซสีฟ้า (Blue Topaz) เพทายสีฟ้า (Blue Zircon) อะความารีน (Aquamarine) ลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli) เทอร์คอยส์ (Turquoise) เพชรสีฟ้า หรือน้ำเงิน (Blue Diamond) สีพลอยที่เสริมบริวาร คนรักใคร่ น้ำเงิน, ฟ้า,ไพลินสีพลอยที่เสริมอายุ แดงสด, ส้ม,ทับทิมสีพลอยที่เสริมอำนาจ ขาว, ขาวนวล,เพชร, ไข่มุกสีพลอยที่เสริมความร่ำรวย ชมพู, ม่วง, แดง,ดำ, โกเมนสีพลอยที่เสริมความขยัน ดำ, ม่วง, เทา,นิล

วันเสาร์ พลอยประจำวันเกิด ได้แก่ แอเมทีสต์ (Amethyst) แซปไฟร์สีม่วง (Violet Sapphire) นิลตะโก (Black Spinel) โอนิกซ์ (Onyx) หยกดำ (Black Jade)สตาร์ดำ (Black Star Sapphire) ไข่มุกสีดำ (Black Pearl) ปะการังสีดำ (Black Coral)สีพลอยที่เสริมบริวาร คนรักใคร่ ดำ, ม่วง, เทา,นิลสีพลอยที่เสริมอายุ เหลืองสด, แสด,บุษราคัมสีพลอยที่เสริมอำนาจ เขียวอ่อน, หมอก, เมฆ, พลอยสีขุ่นสีพลอยที่เสริมความร่ำรวย น้ำเงิน, ฟ้า,ไพลินสีพลอยที่เสริมความขยัน ขาว, ขาวนวล,เพชร, ไข่มุก

thank you : /www.napajewelry.net