
วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553
Games คือ...
เกม เป็นลักษณะของกิจกรรมของมนุษย์เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เพื่อความสนุกสนานบันเทิง เพื่อฝึกทักษะ และเพื่อการเรียนรู้ เป็นต้น และในบางครั้งอาจใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาได้
เกมประกอบด้วยเป้าหมาย กฎเกณฑ์ การแข่งขันและปฏิสัมพันธ์ เกมมักจะเป็นการแข่งขันทางจิตใจหรือด้านร่างกาย หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดพัฒนาการของทักษะ ใช้เป็นรูปแบบของการออกกำลังกาย หรือการศึกษา บทบาทสมมุติและจิตศาสตร์ เป็นต้น
เกมเป็นกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน Royal Game of Ur, Senet และ Mancala เป็นเกมที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยสามารถย้อนไปได้ถึง 2,600 ปีก่อนคริสตกาล
เกมประกอบด้วยเป้าหมาย กฎเกณฑ์ การแข่งขันและปฏิสัมพันธ์ เกมมักจะเป็นการแข่งขันทางจิตใจหรือด้านร่างกาย หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดพัฒนาการของทักษะ ใช้เป็นรูปแบบของการออกกำลังกาย หรือการศึกษา บทบาทสมมุติและจิตศาสตร์ เป็นต้น
เกมเป็นกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน Royal Game of Ur, Senet และ Mancala เป็นเกมที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยสามารถย้อนไปได้ถึง 2,600 ปีก่อนคริสตกาล
วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553
หญิง ที่ ไม่ ควร เข้า ใกล้
1.หญิงที่กล้าเกินหญิง กล้าเข้าหาเพศชายก่อน กล้าแตะต้องตัวหรือสัมผัส แบบว่าแอบแตะอั๋ง เป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนชอบ แต่ถ้าสัมผัสกันบ่อยเข้าเราก็กลายเป็นของธรรมดา สามัญไม่พิเศษไม่สปาร์ค ไม่ดึงดูด ไม่เร้าใจ และกลายเป็นเพื่อนรักไปในที่สุด
2.หญิงที่ไม่มีความอ่อนแอให้เห็น นั่นคือหญิงที่เป็นแมนสุดๆ ไม่ต้องฉันทำเองได้ ไม่ต้องฉันสามารถ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เพศชายไม่หลงใหลกับความเป็นแมนของตัวเองแม้แต่น้อย มันก็เลยทำให้ความพิเศษที่เขาสามารถมี หายหมด ก็เลยไม่มีความสำคัญต่อกัน ทุกอย่างก็จบ
3.ความดุดัน พูดจากระโชกโฮกฮาก ไม่รู้ว่ามีแฟนแล้วจะข่มกันแค่ไหน ก็น่าอยู่หรอกที่จะไม่มีแฟน สังเกตว่าคนส่วนมากที่มีแฟน จะต้องดูเรียบร้อย ไม่แข็งกระด้าง หยาบคาย แต่ก็ไม่ใช่ยอมไปทุกเรื่องนะ ไม่งั้นจะกลายเป็นโง่ไป
4.หญิงสูงศักดิ์ นี่ก็เป็นอีกประเภทที่ผู้ชายไม่กล้า ด้วยนิสัยหรือสันดานเพศชาย เกิดมาต้องเป็นผู้ดูแลผู้หญิง ถ้าเค้ารู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่า เขาก็ไม่อยากคบด้วยเด็ดขาด เพราะดูแล้วเราก็คงเป็นได้แค่ทาสรัก ดังนั้นผู้หญิงจะมีฐานะหรือไม่ก็ตามไม่ควรทำตัวให้เย่อหยิ่งใช้ของหรูหรา ฟู่ฟ่า กลับกันกับคนที่ทำตัวเป็นปกติ ติดดินน่ารักไปอีกแบบ นั่นแหละสายตาเพศชายที่มองมา
5.เรื่องกริยามารยาท เป็นสิ่งที่สำคัญนะ เป็นหญิงก็ต้องให้สมกับที่เป็นหญิง เราเคยเจอประเภทที่เดินลากเท้า เดินลงบันไดเสียงดัง คุยโทรศัพท์เสียงดัง ไม่มีกาละเทศะ คนที่คบด้วยได้ก็คงเป็นประเภทเดียวกันนั่นแหละไม่คิดมาก เรื่องนี้ก็พอให้อภัยได้แต่ว่าถ้ารักกันก็ควรเตือนกันหน่อยนะ
2.หญิงที่ไม่มีความอ่อนแอให้เห็น นั่นคือหญิงที่เป็นแมนสุดๆ ไม่ต้องฉันทำเองได้ ไม่ต้องฉันสามารถ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เพศชายไม่หลงใหลกับความเป็นแมนของตัวเองแม้แต่น้อย มันก็เลยทำให้ความพิเศษที่เขาสามารถมี หายหมด ก็เลยไม่มีความสำคัญต่อกัน ทุกอย่างก็จบ
3.ความดุดัน พูดจากระโชกโฮกฮาก ไม่รู้ว่ามีแฟนแล้วจะข่มกันแค่ไหน ก็น่าอยู่หรอกที่จะไม่มีแฟน สังเกตว่าคนส่วนมากที่มีแฟน จะต้องดูเรียบร้อย ไม่แข็งกระด้าง หยาบคาย แต่ก็ไม่ใช่ยอมไปทุกเรื่องนะ ไม่งั้นจะกลายเป็นโง่ไป
4.หญิงสูงศักดิ์ นี่ก็เป็นอีกประเภทที่ผู้ชายไม่กล้า ด้วยนิสัยหรือสันดานเพศชาย เกิดมาต้องเป็นผู้ดูแลผู้หญิง ถ้าเค้ารู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่า เขาก็ไม่อยากคบด้วยเด็ดขาด เพราะดูแล้วเราก็คงเป็นได้แค่ทาสรัก ดังนั้นผู้หญิงจะมีฐานะหรือไม่ก็ตามไม่ควรทำตัวให้เย่อหยิ่งใช้ของหรูหรา ฟู่ฟ่า กลับกันกับคนที่ทำตัวเป็นปกติ ติดดินน่ารักไปอีกแบบ นั่นแหละสายตาเพศชายที่มองมา
5.เรื่องกริยามารยาท เป็นสิ่งที่สำคัญนะ เป็นหญิงก็ต้องให้สมกับที่เป็นหญิง เราเคยเจอประเภทที่เดินลากเท้า เดินลงบันไดเสียงดัง คุยโทรศัพท์เสียงดัง ไม่มีกาละเทศะ คนที่คบด้วยได้ก็คงเป็นประเภทเดียวกันนั่นแหละไม่คิดมาก เรื่องนี้ก็พอให้อภัยได้แต่ว่าถ้ารักกันก็ควรเตือนกันหน่อยนะ
คุณเป็นผู้ชายแบบไหน เหอ เหอ
ก่อนอื่นมาเริ่ม ต้องอ่านอันนี้ก่อน คำศัพที่ควรรู้ ถ้าไม่อ่านไม่รู้เรื่องแน่ จะอ้างอิงถึง และได้รู้ว่าอันไหนคือตัวคุณ
don juan (ดอนฮวน),(dj) = เป็นคนที่มีสาวมาชอบมากมายเพราะมีลักษณะที่ดีของ nice guy และ jerk มารวมกันคือ เป็นคนที่เข้าใจผู้อื่น มีนํ้าใจ ไม่เคยทําร้ายใคร แต่ก็ไม่ยอมให้ใครทําร้ายเช่นกัน มีจุดยืน เชื่อมั่นในตนเอง ทําในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และทําในสิ่งที่ควรจะทํา สุขุม ควบคุมตัวเองได้ทุกสถานการณ์ เคารพตนเองและ ต้องการให้คนอื่นเคารพด้วยเช่นกัน ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ ตลก มองโลกในแง่ดีเสมอ มีความเป็นผู้นํา ฉลาด dj นั้นไม่ได้ให้ความสําคัญกับผู้หญิงจนเกินไป dj รู้ดีว่าผู้หญิงนั้นเป็นส่วนที่ดีส่วนหนึ่งในชีวิตไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต donjuan นั้นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
nice guy = ผู้ชายที่หวังจะให้หญิงชอบ โดยการทําดีต่อเธอทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของขวัญให้ ตามใจผู้หญิง ไม่เคยปฎิเสธเธอ ไม่กล้าขัดใจหญิง เพราะกลัวว่าเธอจะไม่ชอบ ไม่มีความเป็นผู้นํา มองว่าผู้หญิงเป็นความสุขอย่างเดียวในชีวิต ผู้ชายประเภทนี้ส่วนใหญ่ตกหลุมรักง่ายมาก และคิดว่าตัวเองเป็นคนที่รักเธอมากที่สุด แต่สุดท้ายก็จะคิดได้ว่าสาวสวยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีแฟนเป็นผู้ชายลักษณะนี้ เนื่องจากไม่ค่อยมีลักษณะนิสัยที่ผู้หญิงต้องการ จะพบว่าผู้หญิงที่ชอบผู้ชายแบบนี้จะมีอายุแล้ว หรือไม่ก็แต่งงานแล้ว
jerk = ตรงข้ามกับ nice guy แทบจะทุกอย่าง ผู้ชายประเภทนี้ไม่แคร์ใคร ไม่เคยยอมใคร เอาแต่ใจตัวเองเป็นหลักไม่สนใจความรู้สึกใคร ทําตามอารมณ์ของตัวเอง ผู้ชายประเภทนี้จะมีสาวมาชอบเยอะ เพราะแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในตัวเองอย่างสูง และด้วยความไม่แคร์ใครจึงทําให้ลึกๆแล้ว ผู้หญิงรู้สึกท้าทาย (challenging) ที่จะทําให้ jerk มาชอบใครสักคน แต่ jerk ก็ขาดลักษณะที่ผู้หญิงชอบเช่นกันคือ ความสุขุม (calm) และการควบคุมตัวเอง(control) เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้ชายลักษณะนี้จะเป็นคนที่วู่วาม ถึงแม้ว่า jerk จะมีสาวมาชอบเยอะ แต่ก็ไม่สามารถคบได้นาน
cocky +funny = เทคนิคการพูดคุยตลกที่มีคําเสียดสี ประชด หรือการยกตนเอง แบบทีเล่นทีจริงอยู่ในประโยค ถ้าทําอย่างถูกวิธีแล้ว การคุยตลกเช่นนี้ผู้หญิงจะชอบมาก เนื่องจากจะแสดงความมั่นใจ ความมีพลัง อํานาจ ความฉลาดและแถมด้วยอารมณ์ขัน ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะที่ดีที่จะทําให้หญิงมาชอบทั้งสิ้น การพูดแบบนี้โดยมากจะมา พร้อมกับการยิ้มแบบกวนๆนิดๆ
social proof = การแสดงออกทางสังคม ที่หมายถึงว่าคุณเป็นคนที่มีคนยอมรับ หรือมีฐานะทางสังคมที่สูง social proof เป็นวิธีที่จะทําให้สาวมาหลงคุณได้เร็วที่สุด แต่ไม่ใช่จะทําได้ง่ายๆ เช่น การเป็นดารา หรือเป็นคนรวยแสดงให้เห็นว่ามี social proof สูง เทคนิคนี้โดยมากจะเป็นในกรณีที่คุณเดินไปกับเพื่อนๆผู้หญิงหน้าตาดีๆสักหน่อย แล้วสาวคนที่คุณหมายปองมาเจอเข้า ทําให้เธอคิดว่าคุณเป็นคนที่มี social proof เพราะคุณเดินอยู่กับสาวๆ(เพื่อนคุณ) นั่นเอง หรือการตีซี้กับเพื่อนสนิทของสาวที่คุณชอบ แล้วพื่อนคนนั้นไปพูดสิ่งดีๆเกี่ยวกับคุณให้เธอฟัง อันนี้ก็ถือเป็น social proof เหมือนกัน
neg-hit = เทคนิคนี้ส่วนใหญ่จะใช้กับสาวสวยมากๆ ประเภทพวก 8-9 จากคะแนนเต็มสิบ คือ การแซวหญิงโดยสังเกตจากจุดอ่อนของพวกเธอ อาจจะเป็นจุดบกพร่องทางนิสัย หรือทางหน้าตาเล็กน้อยๆ จุดประสงค์ของมันก็คือทําให้สาวสวยเหล่านั้น เปิดใจกับเรามากขึ้น ไม่คิดว่าตัวเองเลิศเลอ perfect ทําให้เธอคิดว่าเราอยู่ในระดับที่คู่ควรกับเธอ อีกนัยนึงคือ การทําลาย bitch shield นั่นเอง
bitch shield = สาวสวยหลายคนจะมี bitch shield (กําแพงนางมารร้าย) โดยอัตโนมัติ กับคนที่เข้าไปจีบคือ อาจจะไม่ยอมพูดดีด้วย หรือทําตัวแบบหยิ่งๆ นี่เป็นผลมาจากสาวสวยนั้นส่วนใหญ่จะโดนผู้ชายมากหน้าหลายตาเข้าไปรุมจีบ ซึ่งก็จะมีทั้งผู้ชายบ้ากาม หื่นๆ มากมาย สาวสวยเหล่านี้จึงต้องมี bitch shield ไว้ป้องกันตัว ไม่ให้โดน... ได้อย่างง่ายดาย จุดประสงค์อีกอย่างคือเป็นการทดสอบว่าผู้ชายที่เข้ามาจีบจะเหมาะสมกับเธอหรือไม่ ถ้าทําลาย bitch shieldเธอได้แสดงว่าผู้ชายคนนั้นมีคุณสมบัติที่ดีที่จะเป็นแฟนเธอ การทําลาย bitch shield นั้นทําได้หลายวิธี เช่นcocky + funny หรือ neg-hit บางครั้งการแสดงออกว่ามีความมั่นใจสูงอย่างเดียวก็ทําลายได้ อันนี้แล้วแต่คน note-ผู้หญิงบางคนมี bitch shield ตั้งแต่เกิด คือ มี bitch shield ในสันด_น ผู้หญิงประเภทนี้ไม่ควรจีบต่อไปเพราะจะไม่ทําให้ชีวิตเราดีขึ้นมา
AFC (average frustrated guy) = ผู้ชายที่ชอบมานั่งครุ่นคิด ว่า สาวๆจะชอบเค้ามั้ย เป็นพวกวิตกจริตว่าทําอย่างนี้แล้วเธอจะชอบเค้าหรือป่าว ทําอย่างนั้นแล้วเธอจะรักเค้ามั้ย เวลาจีบสาวไม่ติดพวกเค้าก็มัวแต่ถามตัวเอง ว่า ทําไม ทําดีอย่างนี้แล้วเธอยังไม่ชอบ ทําไมทําอะไรก็ไม่ดีไปหมด พวกเค้า ชอบหวังว่าถ้าเค้าเป็นอย่างนู้น เป็นอย่างนี้ก็คงดี เช่นถ้าหล่อกว่านี้อีกหน่อย ถ้ารวยกว่านี้อีกนิด สาวๆคงจะมาสนใจมากขึ้น พวกเค้าชอบนั่งซึม เศร้า โทษฟ้าดิน โทษคนนู้นที คนนี้ที ไม่ได่รู้เลยว่า ปัญหาที่แท้จริงมันฝังลึกอยู่ในทัศนคติของตัวเอง ซึ่งผู้ชายที่ชอบ คิดแบบนี้โดยส่วนใหญ่มักจะเป็น nice guy กันทั้งนั้น
don juan (ดอนฮวน),(dj) = เป็นคนที่มีสาวมาชอบมากมายเพราะมีลักษณะที่ดีของ nice guy และ jerk มารวมกันคือ เป็นคนที่เข้าใจผู้อื่น มีนํ้าใจ ไม่เคยทําร้ายใคร แต่ก็ไม่ยอมให้ใครทําร้ายเช่นกัน มีจุดยืน เชื่อมั่นในตนเอง ทําในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และทําในสิ่งที่ควรจะทํา สุขุม ควบคุมตัวเองได้ทุกสถานการณ์ เคารพตนเองและ ต้องการให้คนอื่นเคารพด้วยเช่นกัน ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ ตลก มองโลกในแง่ดีเสมอ มีความเป็นผู้นํา ฉลาด dj นั้นไม่ได้ให้ความสําคัญกับผู้หญิงจนเกินไป dj รู้ดีว่าผู้หญิงนั้นเป็นส่วนที่ดีส่วนหนึ่งในชีวิตไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต donjuan นั้นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
nice guy = ผู้ชายที่หวังจะให้หญิงชอบ โดยการทําดีต่อเธอทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของขวัญให้ ตามใจผู้หญิง ไม่เคยปฎิเสธเธอ ไม่กล้าขัดใจหญิง เพราะกลัวว่าเธอจะไม่ชอบ ไม่มีความเป็นผู้นํา มองว่าผู้หญิงเป็นความสุขอย่างเดียวในชีวิต ผู้ชายประเภทนี้ส่วนใหญ่ตกหลุมรักง่ายมาก และคิดว่าตัวเองเป็นคนที่รักเธอมากที่สุด แต่สุดท้ายก็จะคิดได้ว่าสาวสวยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีแฟนเป็นผู้ชายลักษณะนี้ เนื่องจากไม่ค่อยมีลักษณะนิสัยที่ผู้หญิงต้องการ จะพบว่าผู้หญิงที่ชอบผู้ชายแบบนี้จะมีอายุแล้ว หรือไม่ก็แต่งงานแล้ว
jerk = ตรงข้ามกับ nice guy แทบจะทุกอย่าง ผู้ชายประเภทนี้ไม่แคร์ใคร ไม่เคยยอมใคร เอาแต่ใจตัวเองเป็นหลักไม่สนใจความรู้สึกใคร ทําตามอารมณ์ของตัวเอง ผู้ชายประเภทนี้จะมีสาวมาชอบเยอะ เพราะแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในตัวเองอย่างสูง และด้วยความไม่แคร์ใครจึงทําให้ลึกๆแล้ว ผู้หญิงรู้สึกท้าทาย (challenging) ที่จะทําให้ jerk มาชอบใครสักคน แต่ jerk ก็ขาดลักษณะที่ผู้หญิงชอบเช่นกันคือ ความสุขุม (calm) และการควบคุมตัวเอง(control) เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้ชายลักษณะนี้จะเป็นคนที่วู่วาม ถึงแม้ว่า jerk จะมีสาวมาชอบเยอะ แต่ก็ไม่สามารถคบได้นาน
cocky +funny = เทคนิคการพูดคุยตลกที่มีคําเสียดสี ประชด หรือการยกตนเอง แบบทีเล่นทีจริงอยู่ในประโยค ถ้าทําอย่างถูกวิธีแล้ว การคุยตลกเช่นนี้ผู้หญิงจะชอบมาก เนื่องจากจะแสดงความมั่นใจ ความมีพลัง อํานาจ ความฉลาดและแถมด้วยอารมณ์ขัน ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะที่ดีที่จะทําให้หญิงมาชอบทั้งสิ้น การพูดแบบนี้โดยมากจะมา พร้อมกับการยิ้มแบบกวนๆนิดๆ
social proof = การแสดงออกทางสังคม ที่หมายถึงว่าคุณเป็นคนที่มีคนยอมรับ หรือมีฐานะทางสังคมที่สูง social proof เป็นวิธีที่จะทําให้สาวมาหลงคุณได้เร็วที่สุด แต่ไม่ใช่จะทําได้ง่ายๆ เช่น การเป็นดารา หรือเป็นคนรวยแสดงให้เห็นว่ามี social proof สูง เทคนิคนี้โดยมากจะเป็นในกรณีที่คุณเดินไปกับเพื่อนๆผู้หญิงหน้าตาดีๆสักหน่อย แล้วสาวคนที่คุณหมายปองมาเจอเข้า ทําให้เธอคิดว่าคุณเป็นคนที่มี social proof เพราะคุณเดินอยู่กับสาวๆ(เพื่อนคุณ) นั่นเอง หรือการตีซี้กับเพื่อนสนิทของสาวที่คุณชอบ แล้วพื่อนคนนั้นไปพูดสิ่งดีๆเกี่ยวกับคุณให้เธอฟัง อันนี้ก็ถือเป็น social proof เหมือนกัน
neg-hit = เทคนิคนี้ส่วนใหญ่จะใช้กับสาวสวยมากๆ ประเภทพวก 8-9 จากคะแนนเต็มสิบ คือ การแซวหญิงโดยสังเกตจากจุดอ่อนของพวกเธอ อาจจะเป็นจุดบกพร่องทางนิสัย หรือทางหน้าตาเล็กน้อยๆ จุดประสงค์ของมันก็คือทําให้สาวสวยเหล่านั้น เปิดใจกับเรามากขึ้น ไม่คิดว่าตัวเองเลิศเลอ perfect ทําให้เธอคิดว่าเราอยู่ในระดับที่คู่ควรกับเธอ อีกนัยนึงคือ การทําลาย bitch shield นั่นเอง
bitch shield = สาวสวยหลายคนจะมี bitch shield (กําแพงนางมารร้าย) โดยอัตโนมัติ กับคนที่เข้าไปจีบคือ อาจจะไม่ยอมพูดดีด้วย หรือทําตัวแบบหยิ่งๆ นี่เป็นผลมาจากสาวสวยนั้นส่วนใหญ่จะโดนผู้ชายมากหน้าหลายตาเข้าไปรุมจีบ ซึ่งก็จะมีทั้งผู้ชายบ้ากาม หื่นๆ มากมาย สาวสวยเหล่านี้จึงต้องมี bitch shield ไว้ป้องกันตัว ไม่ให้โดน... ได้อย่างง่ายดาย จุดประสงค์อีกอย่างคือเป็นการทดสอบว่าผู้ชายที่เข้ามาจีบจะเหมาะสมกับเธอหรือไม่ ถ้าทําลาย bitch shieldเธอได้แสดงว่าผู้ชายคนนั้นมีคุณสมบัติที่ดีที่จะเป็นแฟนเธอ การทําลาย bitch shield นั้นทําได้หลายวิธี เช่นcocky + funny หรือ neg-hit บางครั้งการแสดงออกว่ามีความมั่นใจสูงอย่างเดียวก็ทําลายได้ อันนี้แล้วแต่คน note-ผู้หญิงบางคนมี bitch shield ตั้งแต่เกิด คือ มี bitch shield ในสันด_น ผู้หญิงประเภทนี้ไม่ควรจีบต่อไปเพราะจะไม่ทําให้ชีวิตเราดีขึ้นมา
AFC (average frustrated guy) = ผู้ชายที่ชอบมานั่งครุ่นคิด ว่า สาวๆจะชอบเค้ามั้ย เป็นพวกวิตกจริตว่าทําอย่างนี้แล้วเธอจะชอบเค้าหรือป่าว ทําอย่างนั้นแล้วเธอจะรักเค้ามั้ย เวลาจีบสาวไม่ติดพวกเค้าก็มัวแต่ถามตัวเอง ว่า ทําไม ทําดีอย่างนี้แล้วเธอยังไม่ชอบ ทําไมทําอะไรก็ไม่ดีไปหมด พวกเค้า ชอบหวังว่าถ้าเค้าเป็นอย่างนู้น เป็นอย่างนี้ก็คงดี เช่นถ้าหล่อกว่านี้อีกหน่อย ถ้ารวยกว่านี้อีกนิด สาวๆคงจะมาสนใจมากขึ้น พวกเค้าชอบนั่งซึม เศร้า โทษฟ้าดิน โทษคนนู้นที คนนี้ที ไม่ได่รู้เลยว่า ปัญหาที่แท้จริงมันฝังลึกอยู่ในทัศนคติของตัวเอง ซึ่งผู้ชายที่ชอบ คิดแบบนี้โดยส่วนใหญ่มักจะเป็น nice guy กันทั้งนั้น
ไตเติ้ล แฮรี่ ภาค 7
เปิดฉากที่งานแต่งงานของบิลและเฟลอร์ หลังงานแต่ง แฮรี่ลาเพื่อนๆ เพื่อที่จะตามหา Horcruxes และไม่กลับไปฮอกวอร์ต แม้ว่าเพื่อนๆจะขอติดตามไปด้วย แต่แฮรี่ก็แอบหนีไปคนเดียว
- ฮ็อกวอร์ตถึงแม้จะยังเปิดสอนภายใต้อาจารย์ใหญ่คนใหม่ มักกอนนากัล แต่นักเรียนที่กลับมาในปีนี้ ก็ลดจำนวนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด - กองทัพดัมเบิลดอร์กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ห้องลับเป็นชมรมอีกแล้ว เพราะอาจารย์ในโรงเรียนต่างก็ยอมรับ และกลุ่ม ภาคีนกฟินิกส์ ผลัดกันมาช่วยสอน ทำให้วิชา ป้องกันตัวจากศาสตร์มืดของกลุ่มพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเนวิลล์ และจินนี่ และคนอื่นๆ
- กองทัพดัมเบิลดอร์ก็เฝ้ารอว่าสักวัน แฮรี่จะส่งสัญญาณให้พวกเขาเข้าช่วยในการปราบโวลเดอร์มอร์
- ฝ่ายแฮรี่ ได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลลึกลับ ทำให้รู้การเคลื่อนไหวของโวลเดอร์มอร์ และสามารถขัดขวางโวลเดอร์มอร์ได้หลายครั้ง รวมถึงร่องรอยของ R.A.B. (ร.อ.บ.) ด้วย และเมื่อตามรอย R.A.B. ไปถึงอัซคาบัน เขาจึงค้นพบว่า R.A.B. แท้จริงคือน้องชายของซีเรียส แบล็ค ที่ถูกคุมขังในอัซคาบัน ซึ่งได้ตายไปแล้ว โดย R.A.B. ซึ่งเป็นลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ของโวลเดอร์มอร์เป็นผู้ช่วยของโวลเดอร์มอร์ใน การทำ Horcruxes และนำไปซ่อน แต่ต่อมา R.A.B. ระแวงว่าโวลเดอมอร์กำลังจะกำจัดเขา เพื่อปิดปากไม่ให้เรื่อง Horcruxes รั่วไหล เขาจึงแอบไปเก็บ Horcruxes มาเปลี่ยนที่ซ่อน โดยเขารู้ Horcruxes จำนวนห้าชิ้น (อีกสองชิ้นที่คิดกันไว้คือตัวโวลเดอร์มอร์ และงู) และได้กระจายไปยังญาติๆตระกูลแบล็คเพื่อเก็บรักษา (ไดอารี่เก็บไว้ที่แม่ของมัลฟอย)
- แฮรี่ขอความช่วยเหลือจากท็องส์เพื่อสืบหาคนในตระกูลแบล็คที่น่าจะเก็บของ ที่เหลืออีกสามชิ้น (สองชิ้นเจอและทำลายไปแล้วในตอนก่อน) และพบว่าชิ้นหนึ่งอยู่ที่เบลลาทริกซ์ ซึ่งแฮรี่และท็องส์สามารถกำจัดเบลล่า และทำลาย horcruxes ได้ - อีกชิ้นหนึ่งเป็นสมบัติของซีเรียส แบล็ค ที่อยู่ใกล้ตัวแฮรี่มากๆ แต่แฮรี่มองข้ามไป จนกว่าจะรู้ตัวก็เกือบไม่ทัน ( R.A.B ก็เข้าใจว่าซีเรียสเป็นผู้เสพความตายจึงเก็บไว้กับซีเรียสส่วนนึง) และอีกส่วนหนึ่งซึ่งยังหาไม่เจอ และคาดว่า R.A.B.จะเก็บไว้เอง
- ในขณะเดียวกันที่ฮอกวอร์ต เฮอร์ไมโอนี่ (ซึ่งติดต่อกับแฮรี่ และรู้เรื่องราวโดยตลอด) ก็จับสังเกตในตัวครีเชอร์ได้ และสันนิษฐานว่า Horcruxes อีกชิ้นซ่อนอยู่ในบ้านของแบล็คที่ปัจจุบันตกเป็นของแฮรี่ - แฮรี่กลับไปที่บ้านเลขที่ 12 และค้นหาจนเจอ Horcrux และทำลายจนสำเร็จ และเขารู้ว่าถ้าเขาฆ่างูได้สำเร็จ โวลเดอร์มอร์ก็จะเหลือแค่ชีวิตเดียว
- ด้วยความช่วยเหลือของบุคคลลึกลับ แฮรี่สามารถแฝงกายเข้าไปในที่กบดารของโวลเดอร์มอร์ได้ และเขาพยายามหาทางฆ่างูของโวลเดอร์มอร์จนสำเร็จ และขณะจะเข้าไปลุยโวลเดอร์มอร์แบบยอมตาย(เพราะเข้าใจว่าเหลือจิตเดียวแล้ว)
- แต่โดนสเนปขัดขวาง ด้วยความโกรธแค้น แฮรี่ฆ่าสเนปจนตาย ก่อนพบว่านี่เป็นกับดักที่ล่อให้เขามาติดกับ แต่ทันใดนั้นมัลฟอยก็โผล่มาช่วยแฮรี่ได้ทัน และหนีไปที่ฮอกวอร์ต
- ที่ฮอกวอร์ต มัลฟอยเล่าให้ฟังว่าสเนปคือคนที่ส่งความเคลื่อนไหวของโวลเดอร์มอร์ให้แฮรี่ และ Order of Phenix มาโดยตลอดอย่างลับๆ ทำให้โวลเดอร์มอร์ไม่สามารถทำอะไรได้สะดวก
- แฮรี่ไม่ยอมเชื่อจนพบความทรงจำของดัมเบิลดอร์ และพบว่าเป็นตอนที่ดัมเบิลดอร์ขอร้องให้สเนปฆ่าเขา เพื่อแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มโวลเดอร์มอร์ได้สนิท
- มัลฟอยเล่าให้ฟังว่าสเนปสามารถโน้มน้าวมัลฟอยให้ถอนตัวจาก ผู้เสพความตายได้ แต่โวลเดอร์มอร์ก็สงสัย จึงวางแผนให้สเนปส่งข่าวผิดๆให้แฮรี่เพื่อวางกับดัก เพื่อล่อทั้งแฮรี่และสเนป และมัลฟอยยังบอกอีกว่างูไม่ใช่ Horcrux ที่แท้จริง แต่โวลเดอร์มอร์หลอกให้แฮรี่ตายใจเท่านั้น สรุป ยังมี horcrux ที่หลงเหลืออยู่ และไม่รู้ว่าเป็นอะไร
- แฮรี่เสียใจมากที่ตัวเองฆ่าเสเนปไป
- ทันใดนั้น โวลเดอร์มอร์ และ กลุ่ม ผู้เสพความตายก็บุกเข้ามาในฮอกวอร์ต
- กลุ่ม กองทัพดัมเบิลดอร์ช่วยกันสู้เต็มที่แต่ก็ต้านไว้แทบไม่ไหว โวลเดอร์มอร์ไล่ล่าแฮรี่ด้วยตัวเอง จนเหลือแต่แฮรี่และเนวิลล์ในห้องของอาจารย์ใหญ่ และตัวโวลเดอร์มอร์
- โวลเดอร์มอร์เฉลยว่า Horcrux อีกอันนึงก็คือแผลเป็นบนหน้าผากแฮรี่(โดยการฆ่าเจมส์ พอตเตอร์เพื่อสร้าง horcrux นี้) และเป็น Horcrux ที่จะทำให้โวลเดอร์มอร์ชนะ เพราะจากคำทำนาย จะมีผู้รอดชีวิตเพียงคนใดคนหนึ่ง ซึ่งถ้าแฮรี่รอด นั่นก็หมายถึงโวลเดอร์มอร์รอดด้วย ซึ่งจะไม่เป็นตามคำทำนาย ฉะนั้นแฮรี่จึงต้องเป็นฝ่ายตาย แฮรี่ยังคงสู้กับโวลเดอร์มอร์เต็มที่ แม้จะได้ยินอย่างนั้น เขาใช้ดาบกริฟฟินดอร์สู้กับโวลเดอร์มอร์ ก่อนจะโยนดาบให้เนวิลล์และร้องบอกให้เนวิลล์แทงโวลเดอร์มอร์
- โวลเดอร์มอร์มัวแต่ระวังแฮรี่จึงโดนเนวิลล์แทงจนตาย
- แฮรี่บอกเนวิลล์และทุกคนว่าคำทำนายจริงๆหมายถึงเนวิลล์ ไม่ใช่แฮรี่ (แต่โวลเดอร์มอร์ไม่รู้ เพราะเขาได้ยินคำทำนายมาจากสเนปอีกทีซึ่งไม่ครบถ้วน ทำให้เขาคิดว่าเป็นแฮรี่) แต่ที่แฮรี่มีอำนาจพิเศษต่างๆเช่นภาษางู หรือเชื่อมจิตใจกับโวลเดอร์มอร์ได้เป็นเพราะแผลเป็นซึ่งเป็น horcrux นั่นเอง และพอเขารู้ตัวว่าเป็นเพราะเหตุนี้ จึงคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ที่เนวิลล์ (ซึ่งไม่อยู่ในสายตาโวลเดอร์มอร์) อาจเป็นคนในคำทำนายก็ได้ ซึ่งเขาคิดถูก
- แฮรี่รู้ตัวว่า Horcrux แผลเป็นกำลังมีพลังมากขึ้น และกำลังจะครอบงำเขา ให้เขาเป็นโวลเดอร์มอร์ต่อไป จึงขอร้องให้เนวิลล์กำจัดเขาอีกคน เนวิลล์ไม่ยอม แฮรี่จึงบอกว่าหลายคนเสียสละชีวิตเพื่อกำจัดลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ดัมเบิลดอร์ สเนป ซีเรียส รวมถึงพ่อและแม่ของเนวิลล์ ซึ่งการตายของแฮรี่เทียบไม่ได้กับคนอื่น เนวิลล์กลั้นใจกำจัดแฮรี่
- ที่งานศพของแฮรี่ ป้าเพ็ตทูเนียมาร่วมงานศพ และเล่าให้ทุกคนฟังว่า โวลเดอร์มอร์ขณะเป็นทอม ริดเดิ้ล ได้พบรักกับหญิงธรรมดาคนหนึ่ง และมีลูกสาวสองคน แต่พอทอมเริ่มเปลี่ยนมาเป็นโวลเดอร์มอร์ ทำให้ผู้หญิงคนนั้นเริ่มทนไม่ได้ และหนีไปโดยความช่วยเหลือของดัมเบิลดอร์ ดัมเบิลดอร์ช่วยให้เธอหลบซ่อน เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม และใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาที่สุด ลูกสาวคนโต ซึ่งเป็นสควิป ไม่มีเวทมนตร์ใดๆและเกลียดโลกของเวทมนตร์มาก แต่ลูกสาวคนเล็ก ซึ่งมีวี่แววความเป็นแม่มดตั้งแต่เด็ก ได้เข้าเรียนในฮอกวอร์ตภายใต้ชื่อลิลลี่ อีแวน
- ซึ่งตอนที่โวลเดอร์มอร์ฆ่าเจมส์ และกำลังทำ horcrux บนตัวแฮรี่ ลิลลี่เข้ามาขัดขวาง และด้วยพลังความรักของแม่ และความเป็นสายเลือดเดียวกันกับโวลเดอร์มอร์ ทำให้เมื่อโวลเดอร์มอร์จะกำจัดลิลลี่ เกิดพลังย้อนกลับทำร้ายโวลเดอร์มอร์จนร่างกายสูญสลายไป และเนื่องจากเหลือแฮรี่คนเดียว ทุกคนจึงเข้าใจว่าแฮรี่มีพลังบางอย่างที่ทำลายโวลเดอร์มอร์ (แต่ความจริงเป็นลิลลี่) และมีแต่ดัมเบิลดอร์ที่รู้ความจริง และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พี่สาวลิลลี่ฟังเพื่อขอร้องให้เธอรับเลี้ยงเด็ก ชายผู้รอดชีวิต
- ฮ็อกวอร์ตถึงแม้จะยังเปิดสอนภายใต้อาจารย์ใหญ่คนใหม่ มักกอนนากัล แต่นักเรียนที่กลับมาในปีนี้ ก็ลดจำนวนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด - กองทัพดัมเบิลดอร์กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ห้องลับเป็นชมรมอีกแล้ว เพราะอาจารย์ในโรงเรียนต่างก็ยอมรับ และกลุ่ม ภาคีนกฟินิกส์ ผลัดกันมาช่วยสอน ทำให้วิชา ป้องกันตัวจากศาสตร์มืดของกลุ่มพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเนวิลล์ และจินนี่ และคนอื่นๆ
- กองทัพดัมเบิลดอร์ก็เฝ้ารอว่าสักวัน แฮรี่จะส่งสัญญาณให้พวกเขาเข้าช่วยในการปราบโวลเดอร์มอร์
- ฝ่ายแฮรี่ ได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลลึกลับ ทำให้รู้การเคลื่อนไหวของโวลเดอร์มอร์ และสามารถขัดขวางโวลเดอร์มอร์ได้หลายครั้ง รวมถึงร่องรอยของ R.A.B. (ร.อ.บ.) ด้วย และเมื่อตามรอย R.A.B. ไปถึงอัซคาบัน เขาจึงค้นพบว่า R.A.B. แท้จริงคือน้องชายของซีเรียส แบล็ค ที่ถูกคุมขังในอัซคาบัน ซึ่งได้ตายไปแล้ว โดย R.A.B. ซึ่งเป็นลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ของโวลเดอร์มอร์เป็นผู้ช่วยของโวลเดอร์มอร์ใน การทำ Horcruxes และนำไปซ่อน แต่ต่อมา R.A.B. ระแวงว่าโวลเดอมอร์กำลังจะกำจัดเขา เพื่อปิดปากไม่ให้เรื่อง Horcruxes รั่วไหล เขาจึงแอบไปเก็บ Horcruxes มาเปลี่ยนที่ซ่อน โดยเขารู้ Horcruxes จำนวนห้าชิ้น (อีกสองชิ้นที่คิดกันไว้คือตัวโวลเดอร์มอร์ และงู) และได้กระจายไปยังญาติๆตระกูลแบล็คเพื่อเก็บรักษา (ไดอารี่เก็บไว้ที่แม่ของมัลฟอย)
- แฮรี่ขอความช่วยเหลือจากท็องส์เพื่อสืบหาคนในตระกูลแบล็คที่น่าจะเก็บของ ที่เหลืออีกสามชิ้น (สองชิ้นเจอและทำลายไปแล้วในตอนก่อน) และพบว่าชิ้นหนึ่งอยู่ที่เบลลาทริกซ์ ซึ่งแฮรี่และท็องส์สามารถกำจัดเบลล่า และทำลาย horcruxes ได้ - อีกชิ้นหนึ่งเป็นสมบัติของซีเรียส แบล็ค ที่อยู่ใกล้ตัวแฮรี่มากๆ แต่แฮรี่มองข้ามไป จนกว่าจะรู้ตัวก็เกือบไม่ทัน ( R.A.B ก็เข้าใจว่าซีเรียสเป็นผู้เสพความตายจึงเก็บไว้กับซีเรียสส่วนนึง) และอีกส่วนหนึ่งซึ่งยังหาไม่เจอ และคาดว่า R.A.B.จะเก็บไว้เอง
- ในขณะเดียวกันที่ฮอกวอร์ต เฮอร์ไมโอนี่ (ซึ่งติดต่อกับแฮรี่ และรู้เรื่องราวโดยตลอด) ก็จับสังเกตในตัวครีเชอร์ได้ และสันนิษฐานว่า Horcruxes อีกชิ้นซ่อนอยู่ในบ้านของแบล็คที่ปัจจุบันตกเป็นของแฮรี่ - แฮรี่กลับไปที่บ้านเลขที่ 12 และค้นหาจนเจอ Horcrux และทำลายจนสำเร็จ และเขารู้ว่าถ้าเขาฆ่างูได้สำเร็จ โวลเดอร์มอร์ก็จะเหลือแค่ชีวิตเดียว
- ด้วยความช่วยเหลือของบุคคลลึกลับ แฮรี่สามารถแฝงกายเข้าไปในที่กบดารของโวลเดอร์มอร์ได้ และเขาพยายามหาทางฆ่างูของโวลเดอร์มอร์จนสำเร็จ และขณะจะเข้าไปลุยโวลเดอร์มอร์แบบยอมตาย(เพราะเข้าใจว่าเหลือจิตเดียวแล้ว)
- แต่โดนสเนปขัดขวาง ด้วยความโกรธแค้น แฮรี่ฆ่าสเนปจนตาย ก่อนพบว่านี่เป็นกับดักที่ล่อให้เขามาติดกับ แต่ทันใดนั้นมัลฟอยก็โผล่มาช่วยแฮรี่ได้ทัน และหนีไปที่ฮอกวอร์ต
- ที่ฮอกวอร์ต มัลฟอยเล่าให้ฟังว่าสเนปคือคนที่ส่งความเคลื่อนไหวของโวลเดอร์มอร์ให้แฮรี่ และ Order of Phenix มาโดยตลอดอย่างลับๆ ทำให้โวลเดอร์มอร์ไม่สามารถทำอะไรได้สะดวก
- แฮรี่ไม่ยอมเชื่อจนพบความทรงจำของดัมเบิลดอร์ และพบว่าเป็นตอนที่ดัมเบิลดอร์ขอร้องให้สเนปฆ่าเขา เพื่อแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มโวลเดอร์มอร์ได้สนิท
- มัลฟอยเล่าให้ฟังว่าสเนปสามารถโน้มน้าวมัลฟอยให้ถอนตัวจาก ผู้เสพความตายได้ แต่โวลเดอร์มอร์ก็สงสัย จึงวางแผนให้สเนปส่งข่าวผิดๆให้แฮรี่เพื่อวางกับดัก เพื่อล่อทั้งแฮรี่และสเนป และมัลฟอยยังบอกอีกว่างูไม่ใช่ Horcrux ที่แท้จริง แต่โวลเดอร์มอร์หลอกให้แฮรี่ตายใจเท่านั้น สรุป ยังมี horcrux ที่หลงเหลืออยู่ และไม่รู้ว่าเป็นอะไร
- แฮรี่เสียใจมากที่ตัวเองฆ่าเสเนปไป
- ทันใดนั้น โวลเดอร์มอร์ และ กลุ่ม ผู้เสพความตายก็บุกเข้ามาในฮอกวอร์ต
- กลุ่ม กองทัพดัมเบิลดอร์ช่วยกันสู้เต็มที่แต่ก็ต้านไว้แทบไม่ไหว โวลเดอร์มอร์ไล่ล่าแฮรี่ด้วยตัวเอง จนเหลือแต่แฮรี่และเนวิลล์ในห้องของอาจารย์ใหญ่ และตัวโวลเดอร์มอร์
- โวลเดอร์มอร์เฉลยว่า Horcrux อีกอันนึงก็คือแผลเป็นบนหน้าผากแฮรี่(โดยการฆ่าเจมส์ พอตเตอร์เพื่อสร้าง horcrux นี้) และเป็น Horcrux ที่จะทำให้โวลเดอร์มอร์ชนะ เพราะจากคำทำนาย จะมีผู้รอดชีวิตเพียงคนใดคนหนึ่ง ซึ่งถ้าแฮรี่รอด นั่นก็หมายถึงโวลเดอร์มอร์รอดด้วย ซึ่งจะไม่เป็นตามคำทำนาย ฉะนั้นแฮรี่จึงต้องเป็นฝ่ายตาย แฮรี่ยังคงสู้กับโวลเดอร์มอร์เต็มที่ แม้จะได้ยินอย่างนั้น เขาใช้ดาบกริฟฟินดอร์สู้กับโวลเดอร์มอร์ ก่อนจะโยนดาบให้เนวิลล์และร้องบอกให้เนวิลล์แทงโวลเดอร์มอร์
- โวลเดอร์มอร์มัวแต่ระวังแฮรี่จึงโดนเนวิลล์แทงจนตาย
- แฮรี่บอกเนวิลล์และทุกคนว่าคำทำนายจริงๆหมายถึงเนวิลล์ ไม่ใช่แฮรี่ (แต่โวลเดอร์มอร์ไม่รู้ เพราะเขาได้ยินคำทำนายมาจากสเนปอีกทีซึ่งไม่ครบถ้วน ทำให้เขาคิดว่าเป็นแฮรี่) แต่ที่แฮรี่มีอำนาจพิเศษต่างๆเช่นภาษางู หรือเชื่อมจิตใจกับโวลเดอร์มอร์ได้เป็นเพราะแผลเป็นซึ่งเป็น horcrux นั่นเอง และพอเขารู้ตัวว่าเป็นเพราะเหตุนี้ จึงคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ที่เนวิลล์ (ซึ่งไม่อยู่ในสายตาโวลเดอร์มอร์) อาจเป็นคนในคำทำนายก็ได้ ซึ่งเขาคิดถูก
- แฮรี่รู้ตัวว่า Horcrux แผลเป็นกำลังมีพลังมากขึ้น และกำลังจะครอบงำเขา ให้เขาเป็นโวลเดอร์มอร์ต่อไป จึงขอร้องให้เนวิลล์กำจัดเขาอีกคน เนวิลล์ไม่ยอม แฮรี่จึงบอกว่าหลายคนเสียสละชีวิตเพื่อกำจัดลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ดัมเบิลดอร์ สเนป ซีเรียส รวมถึงพ่อและแม่ของเนวิลล์ ซึ่งการตายของแฮรี่เทียบไม่ได้กับคนอื่น เนวิลล์กลั้นใจกำจัดแฮรี่
- ที่งานศพของแฮรี่ ป้าเพ็ตทูเนียมาร่วมงานศพ และเล่าให้ทุกคนฟังว่า โวลเดอร์มอร์ขณะเป็นทอม ริดเดิ้ล ได้พบรักกับหญิงธรรมดาคนหนึ่ง และมีลูกสาวสองคน แต่พอทอมเริ่มเปลี่ยนมาเป็นโวลเดอร์มอร์ ทำให้ผู้หญิงคนนั้นเริ่มทนไม่ได้ และหนีไปโดยความช่วยเหลือของดัมเบิลดอร์ ดัมเบิลดอร์ช่วยให้เธอหลบซ่อน เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม และใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาที่สุด ลูกสาวคนโต ซึ่งเป็นสควิป ไม่มีเวทมนตร์ใดๆและเกลียดโลกของเวทมนตร์มาก แต่ลูกสาวคนเล็ก ซึ่งมีวี่แววความเป็นแม่มดตั้งแต่เด็ก ได้เข้าเรียนในฮอกวอร์ตภายใต้ชื่อลิลลี่ อีแวน
- ซึ่งตอนที่โวลเดอร์มอร์ฆ่าเจมส์ และกำลังทำ horcrux บนตัวแฮรี่ ลิลลี่เข้ามาขัดขวาง และด้วยพลังความรักของแม่ และความเป็นสายเลือดเดียวกันกับโวลเดอร์มอร์ ทำให้เมื่อโวลเดอร์มอร์จะกำจัดลิลลี่ เกิดพลังย้อนกลับทำร้ายโวลเดอร์มอร์จนร่างกายสูญสลายไป และเนื่องจากเหลือแฮรี่คนเดียว ทุกคนจึงเข้าใจว่าแฮรี่มีพลังบางอย่างที่ทำลายโวลเดอร์มอร์ (แต่ความจริงเป็นลิลลี่) และมีแต่ดัมเบิลดอร์ที่รู้ความจริง และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พี่สาวลิลลี่ฟังเพื่อขอร้องให้เธอรับเลี้ยงเด็ก ชายผู้รอดชีวิต
วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ถนอมดวงตา
วิธีการถนอมดวงตา
วันหนึ่งนายแพทย์เบตส์กลับจากทำงานด้วยดวงตาอันอ่อนล้า เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานในห้องที่ยังไม่ได้เปิดไฟวางข้อศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะโค้งอุ้งมือทั้งสองวางครอบดวงตาของตนหลับตาพักผ่อนในท่านั้นอยู่สิบนาทีพอลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่งเขารู้สึกว่าอาการปวดเมื่อยดวงตาหายไปแถมมองเห็นสิ่งต่างๆ ในห้องชัดเจนขึ้นกว่าเก่าอีกด้วย จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวนายแพทย์เบตส์ได้ค้นคิดวิธีการฝึกสายตาอย่างธรรมชาติ เพื่อพักผ่อนกล้ามเนื้อตาและช่วยรักษาสายตาให้ดีขึ้น นายแพทย์เบตส์เขียนหนังสือชื่อ Perfect Sight without Glasses เป็นที่นิยมแพร่หลาย แม้ภายหลังเขาเสียชีวิต แต่วิธีการของนายแพทย์เบตส์ยังได้รับการเผยแพร่โดยแพทย์ทั้งหลายทั่วยุโรปและอเมริกา "วิธีของเบตส์" มี 7 ท่าด้วยกัน ท่าที่ 1 ครอบดวงตา โค้งอุ้งมือทั้งสองครอบดวงตาไว้เฉย ๆ ระวังอย่าให้อุ้งมือกดทับดวงตา นึกถึงบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เช่น วันพักผ่อนสุดสัปดาห์ตามป่าเขาหรือชายทะเลอยู่ในท่านี้สัก 10 นาที ท่าที่ 2 สร้างจินตภาพ ต่อจากท่าที่ 1 ยังคงครอบดวงตาอยู่ สร้างจินตภาพว่าตนเองกำลังมองวัตถุบางอย่างที่มีสีสันสดใสมีรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจน เช่น มองเห็นดอกเบญจมาศสีเหลืองสวยเห็นกลีบดอกแต่ละกลีบละเอียดชัดเจนสายตาที่คมชัดจากจินตนาการของเราเองจะช่วยเยียวยาสายตาจริง ๆ ของเราได้เป็นอย่างดี ท่าที่ 3 กวาดสายตา มองแบบไม่ต้องจ้อง (คนสายตาสั้นมักจ้องและเขม้นตา) กวาดสายตาไปตามวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ทางโน้นบ้างทางนี้บ้างทำให้ตาของเราได้ผ่อนคลาย ท่าที่ 4 กะพริบตา ฝึกนิสัยให้กะพริบตา 1-2 ครั้ง ทุก ๆ 10 วินาที ช่วยให้แก้วตาสะอาดและมีน้ำหล่อเลี้ยง โดยเฉพาะคนที่สวมแว่นหรือคอนแทคเลนส์ยิ่งจำเป็น ท่าที่ 5 โฟกัสภาพใกล้และไกล เหยียดแขนซ้ายไปให้ไกลที่สุด ตั้งนิ้วชี้มือซ้ายขึ้นเพื่อเป็นจุดโฟกัส ขณะเดียวกัน ตั้งนิ้วชี้มือขวาให้ห่างจากใบหน้าสัก 3 นิ้ว (7.5 ซม.) โฟกัสภาพที่แต่ละนิ้วสลับกันไปมา ทำบ่อย ๆ เมื่อโอกาสอำนวย ท่าที่ 6 ชโลมดวงตา ตื่นนอนทุกเช้าใช้มือวักน้ำชโลมดวงตาด้วยน้ำอุ่น สัก 20 ครั้ง สลับกับการวักน้ำเย็นชโลมดวงตาอีก 20 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาดีขึ้น การจบด้วยน้ำเย็นทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตากระชับไม่หย่อนยาน ก่อนเข้านอนให้วักน้ำชโลมดวงตาอีกครั้งหนึ่งแต่คราวนี้ชโลมด้วยน้ำเย็นก่อนแล้วตามด้วยน้ำอุ่นจะทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตาได้ผ่อนคลายก่อนเข้านอน ท่าที่ 7 แกว่งตัว ยืนแยกเท้าเท่ากับช่วงไหล่ แกว่งตัวไปมาจากซ้ายไปขวาถ่ายน้ำหนักตัวบนขาแต่ละข้างสลับไปมา สายตามองไปไกล ๆ แต่ไม่ต้องจ้องปล่อยให้จุดที่เรามองแกว่งไปมาซ้ายขวาตามการแกว่งตัวท่านี้จะทำให้ดวงตาได้พักและมีการปรับตัวดีขึ้น ทำ บ่อย ๆ เมื่อมีโอกาส เปิดเพลงคลอไปด้วยก็ได้ "วิธีของเบตส์" ได้รับการยืนยันจากจักษุแพทย์จำนวนมากว่าเป็นการฝึกดวงตา ที่เป็นระบบช่วยรักษาสายตาคนไข้ได้เป็นจำนวนมาก ด้วยความปราถนาดีจากศูนย์แอ็ดวานส์เลสิค
วันหนึ่งนายแพทย์เบตส์กลับจากทำงานด้วยดวงตาอันอ่อนล้า เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานในห้องที่ยังไม่ได้เปิดไฟวางข้อศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะโค้งอุ้งมือทั้งสองวางครอบดวงตาของตนหลับตาพักผ่อนในท่านั้นอยู่สิบนาทีพอลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่งเขารู้สึกว่าอาการปวดเมื่อยดวงตาหายไปแถมมองเห็นสิ่งต่างๆ ในห้องชัดเจนขึ้นกว่าเก่าอีกด้วย จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวนายแพทย์เบตส์ได้ค้นคิดวิธีการฝึกสายตาอย่างธรรมชาติ เพื่อพักผ่อนกล้ามเนื้อตาและช่วยรักษาสายตาให้ดีขึ้น นายแพทย์เบตส์เขียนหนังสือชื่อ Perfect Sight without Glasses เป็นที่นิยมแพร่หลาย แม้ภายหลังเขาเสียชีวิต แต่วิธีการของนายแพทย์เบตส์ยังได้รับการเผยแพร่โดยแพทย์ทั้งหลายทั่วยุโรปและอเมริกา "วิธีของเบตส์" มี 7 ท่าด้วยกัน ท่าที่ 1 ครอบดวงตา โค้งอุ้งมือทั้งสองครอบดวงตาไว้เฉย ๆ ระวังอย่าให้อุ้งมือกดทับดวงตา นึกถึงบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เช่น วันพักผ่อนสุดสัปดาห์ตามป่าเขาหรือชายทะเลอยู่ในท่านี้สัก 10 นาที ท่าที่ 2 สร้างจินตภาพ ต่อจากท่าที่ 1 ยังคงครอบดวงตาอยู่ สร้างจินตภาพว่าตนเองกำลังมองวัตถุบางอย่างที่มีสีสันสดใสมีรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจน เช่น มองเห็นดอกเบญจมาศสีเหลืองสวยเห็นกลีบดอกแต่ละกลีบละเอียดชัดเจนสายตาที่คมชัดจากจินตนาการของเราเองจะช่วยเยียวยาสายตาจริง ๆ ของเราได้เป็นอย่างดี ท่าที่ 3 กวาดสายตา มองแบบไม่ต้องจ้อง (คนสายตาสั้นมักจ้องและเขม้นตา) กวาดสายตาไปตามวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ทางโน้นบ้างทางนี้บ้างทำให้ตาของเราได้ผ่อนคลาย ท่าที่ 4 กะพริบตา ฝึกนิสัยให้กะพริบตา 1-2 ครั้ง ทุก ๆ 10 วินาที ช่วยให้แก้วตาสะอาดและมีน้ำหล่อเลี้ยง โดยเฉพาะคนที่สวมแว่นหรือคอนแทคเลนส์ยิ่งจำเป็น ท่าที่ 5 โฟกัสภาพใกล้และไกล เหยียดแขนซ้ายไปให้ไกลที่สุด ตั้งนิ้วชี้มือซ้ายขึ้นเพื่อเป็นจุดโฟกัส ขณะเดียวกัน ตั้งนิ้วชี้มือขวาให้ห่างจากใบหน้าสัก 3 นิ้ว (7.5 ซม.) โฟกัสภาพที่แต่ละนิ้วสลับกันไปมา ทำบ่อย ๆ เมื่อโอกาสอำนวย ท่าที่ 6 ชโลมดวงตา ตื่นนอนทุกเช้าใช้มือวักน้ำชโลมดวงตาด้วยน้ำอุ่น สัก 20 ครั้ง สลับกับการวักน้ำเย็นชโลมดวงตาอีก 20 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาดีขึ้น การจบด้วยน้ำเย็นทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตากระชับไม่หย่อนยาน ก่อนเข้านอนให้วักน้ำชโลมดวงตาอีกครั้งหนึ่งแต่คราวนี้ชโลมด้วยน้ำเย็นก่อนแล้วตามด้วยน้ำอุ่นจะทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตาได้ผ่อนคลายก่อนเข้านอน ท่าที่ 7 แกว่งตัว ยืนแยกเท้าเท่ากับช่วงไหล่ แกว่งตัวไปมาจากซ้ายไปขวาถ่ายน้ำหนักตัวบนขาแต่ละข้างสลับไปมา สายตามองไปไกล ๆ แต่ไม่ต้องจ้องปล่อยให้จุดที่เรามองแกว่งไปมาซ้ายขวาตามการแกว่งตัวท่านี้จะทำให้ดวงตาได้พักและมีการปรับตัวดีขึ้น ทำ บ่อย ๆ เมื่อมีโอกาส เปิดเพลงคลอไปด้วยก็ได้ "วิธีของเบตส์" ได้รับการยืนยันจากจักษุแพทย์จำนวนมากว่าเป็นการฝึกดวงตา ที่เป็นระบบช่วยรักษาสายตาคนไข้ได้เป็นจำนวนมาก ด้วยความปราถนาดีจากศูนย์แอ็ดวานส์เลสิค
ลูกเดือย สารพัด
เดือยเป็นพืชพื้นเมืองแท้ๆของเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ทางภาคเหนือ และภาคอีสาน ของไทยเรา จะมีต้นเดือยขึ้นอยู่ทั่วไป ลูกเดือยเป็นพืชเศรษฐกิจ ชนิดหนึ่ง ที่เป็นสินค้าส่งออก ที่สำคัญ และ ลูกเดือยของไทย มีคุณภาพที่ดีที่สุดในโลก สำหรับเอาไปทำ ผลิตภัณฑ์ยา และ อาหารเพื่อสุขภาพ
ลูกเดือยเป็นยาเย็น หมอพื้นบ้านไทยใช้บำบัดอาการหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ น้ำคั่ง ในปอด และ ใช้เป็นยาขับป'สสาวะ ใช้ทำยาชง ให้เด็กกินขับพยาธิ
จีนและญี่ปุ่นใช้ลูกเดือยเป็นยาลดไข้ แก้ร้อนใน บำรุงไต บำรุงกระเพาะอาหาร และม้าม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้อักเสบ บำรุงสตรีหลังคลอด ช่วยย่อยอาหาร เจริญอาหาร
ในลูกเดือยมีโปรตีนคุณภาพดี คุณสมบัติ คล้ายกับโปรตีนจากข้าวโอ๊ต ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ ยังพบว่า ลูกเดือยมีสารยา หลายชนิดได้แก่
๑.
โคอิกซีโนไลด์ (coixenolide) มีประโยชน์ในการรักษาโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน และ พบว่า สารตัวนี้สามารถลดไข้ในสัตว์ทดลอง
๒.
โคอิกแซน เอ บี ซี (coixan A B C) สามารถลดน้ำตาลในเลือด
๓.
สารที่ไม่ใช่ไขมันในลูกเดือย สามารถลดคอเลสเตอรอล
๔.
น้ำสกัดจากลูกเดือย ช่วยลดความดันเลือด ช่วยทำให้นอนหลับ และ ระงับปวดได้ ในสัตว์ทดลอง
๕.
แอลฟ่า โมโนไลโนเลอิ ( -mono linolein) เป็นสารสกัดแอลกอฮอล์ ของลูกเดือย สามารถ ยับยั้งการก่อมะเร็ง ไม่ให้ทำร้ายเซลล์ ในสัตว์ทดลอง
สรุปแล้ว ลูกเดือยเป็นทั้ง ยาลดน้ำตาล และ ไขมันในเลือด ลดความดันในเลือดได้ด้วย สามารถ ใช้เพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันหวัด นอกจากนี้ยังช่วยให้หลับง่าย และ อาจจะป้องกัน มะเร็ง ได้ด้วย
ขอเสนอตำรับอาหารรสชาติดีของลูกเดือย ซึ่งนอกจากใส่ลงในน้ำเต้าหู้แล้ว ยังสามารถ นำไปปรุง เป็นอาหาร เพื่อสุขภาพอีกด้วย
ข้าวต้มลูกเดือย
เครื่องปรุงข้าวสารข้าวกล้องหอมมะลิ ๔ ถ้วย ลูกเดือยแห้ง ๒ ถ้วย ลูกกระวาน ๑ ลูก
วิธีทำ ต้มลูกเดือยก่อนจนเดือด ค่อยๆ เคี่ยวไปจนลูกเดือยเกือบสุก จากนั้นจึงใส่ ข้าวสารลงไป บุบลูกกระวาน พอแตก แล้วใส่ลงไปต้มด้วย เมื่อข้าว และ ลูกเดือยนิ่มดีแล้ว เสิร์ฟเป็นข้าวต้ม
หมายเหตุ ก่อนใช้ลูกเดือยให้ล้างทำความสะอาดหลายๆน้ำเสียก่อน ลูกเดือยมีกลิ่นหอม อยู่แล้ว เมื่อต้มเคี่ยว ด้วยวิธีนี้ จะหอมมาก ลูกกระวาน จะทำให้ข้าวต้มชามนี้ หอมมีเอกลักษณ์
ลูกเดือยมีฤทธิ์ย่อยอาหาร ลูกกระวานที่ใส่ลงไปจะช่วยเสริมฤทธิ์ ข้าวต้มแบบนี้ เหมาะกับ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือ ผู้ป่วยฟื้นไข้
หากฟื้นไข้ใหม่ๆ ให้กินข้าวต้มกับซีอิ๊วขาวดีๆ ส่วนคนปกติ จะกินข้าวต้มนี้กับ กับข้าว แบบไหน ก็แล้วแต่ชอบ
ท่านเชื่อหรือไม่ว่าตำรานี้ใช้รักษาหูดได้ด้วย หากรับประทานวันละครั้งติดต่อกันไปเรื่อยๆ จนหูดแดง และ หลุดออกเอง ทำให้หูดหายขาด อย่างเหลือเชื่อ ใครที่เป็นหูด ทดลองดูก็ได้
ชาลูกเดือย
เครื่องปรุง ลูกเดือย ๓ ถ้วย น้ำตาลทรายแดง
วิธีทำ นำลูกเดือยใส่หม้อใบใหญ่ เทน้ำลงไปประมาณ ๓ ลิตร ต้มให้เดือด แล้วราไฟ คนแล้วเคี่ยว ไปเรื่อยๆ จนลูกเดือยสุกนิ่มดี เคี่ยวต่อไป ให้น้ำเหลือ ประมาณ ๑ ลิตร ตักเอามา แต่น้ำดื่ม ถ้าชอบหวาน ให้ใส่น้ำตาลทรายแดงเล็กน้อย ดื่มเป็นชายามเช้า
หมายเหตุ ชาลูกเดือย เหมาะสำหรับ คนที่มีความดันเลือดสูง ไขมันเลือดสูง และ เป็นเบาหวาน (ถ้าเป็นเบาหวาน อย่าใส่น้ำตาลทรายแดง ให้เป็นภาระแก่ตับอ่อน) ให้ดื่ม ๑ ถ้วยกาแฟ ทุกเช้า จะช่วยควบคุม โรคดังกล่าว ได้ดีขึ้น* ข้อมูลจากนิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ ๗๓๕
ลูกเดือยเป็นยาเย็น หมอพื้นบ้านไทยใช้บำบัดอาการหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ น้ำคั่ง ในปอด และ ใช้เป็นยาขับป'สสาวะ ใช้ทำยาชง ให้เด็กกินขับพยาธิ
จีนและญี่ปุ่นใช้ลูกเดือยเป็นยาลดไข้ แก้ร้อนใน บำรุงไต บำรุงกระเพาะอาหาร และม้าม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้อักเสบ บำรุงสตรีหลังคลอด ช่วยย่อยอาหาร เจริญอาหาร
ในลูกเดือยมีโปรตีนคุณภาพดี คุณสมบัติ คล้ายกับโปรตีนจากข้าวโอ๊ต ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ ยังพบว่า ลูกเดือยมีสารยา หลายชนิดได้แก่
๑.
โคอิกซีโนไลด์ (coixenolide) มีประโยชน์ในการรักษาโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน และ พบว่า สารตัวนี้สามารถลดไข้ในสัตว์ทดลอง
๒.
โคอิกแซน เอ บี ซี (coixan A B C) สามารถลดน้ำตาลในเลือด
๓.
สารที่ไม่ใช่ไขมันในลูกเดือย สามารถลดคอเลสเตอรอล
๔.
น้ำสกัดจากลูกเดือย ช่วยลดความดันเลือด ช่วยทำให้นอนหลับ และ ระงับปวดได้ ในสัตว์ทดลอง
๕.
แอลฟ่า โมโนไลโนเลอิ ( -mono linolein) เป็นสารสกัดแอลกอฮอล์ ของลูกเดือย สามารถ ยับยั้งการก่อมะเร็ง ไม่ให้ทำร้ายเซลล์ ในสัตว์ทดลอง
สรุปแล้ว ลูกเดือยเป็นทั้ง ยาลดน้ำตาล และ ไขมันในเลือด ลดความดันในเลือดได้ด้วย สามารถ ใช้เพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันหวัด นอกจากนี้ยังช่วยให้หลับง่าย และ อาจจะป้องกัน มะเร็ง ได้ด้วย
ขอเสนอตำรับอาหารรสชาติดีของลูกเดือย ซึ่งนอกจากใส่ลงในน้ำเต้าหู้แล้ว ยังสามารถ นำไปปรุง เป็นอาหาร เพื่อสุขภาพอีกด้วย
ข้าวต้มลูกเดือย
เครื่องปรุงข้าวสารข้าวกล้องหอมมะลิ ๔ ถ้วย ลูกเดือยแห้ง ๒ ถ้วย ลูกกระวาน ๑ ลูก
วิธีทำ ต้มลูกเดือยก่อนจนเดือด ค่อยๆ เคี่ยวไปจนลูกเดือยเกือบสุก จากนั้นจึงใส่ ข้าวสารลงไป บุบลูกกระวาน พอแตก แล้วใส่ลงไปต้มด้วย เมื่อข้าว และ ลูกเดือยนิ่มดีแล้ว เสิร์ฟเป็นข้าวต้ม
หมายเหตุ ก่อนใช้ลูกเดือยให้ล้างทำความสะอาดหลายๆน้ำเสียก่อน ลูกเดือยมีกลิ่นหอม อยู่แล้ว เมื่อต้มเคี่ยว ด้วยวิธีนี้ จะหอมมาก ลูกกระวาน จะทำให้ข้าวต้มชามนี้ หอมมีเอกลักษณ์
ลูกเดือยมีฤทธิ์ย่อยอาหาร ลูกกระวานที่ใส่ลงไปจะช่วยเสริมฤทธิ์ ข้าวต้มแบบนี้ เหมาะกับ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือ ผู้ป่วยฟื้นไข้
หากฟื้นไข้ใหม่ๆ ให้กินข้าวต้มกับซีอิ๊วขาวดีๆ ส่วนคนปกติ จะกินข้าวต้มนี้กับ กับข้าว แบบไหน ก็แล้วแต่ชอบ
ท่านเชื่อหรือไม่ว่าตำรานี้ใช้รักษาหูดได้ด้วย หากรับประทานวันละครั้งติดต่อกันไปเรื่อยๆ จนหูดแดง และ หลุดออกเอง ทำให้หูดหายขาด อย่างเหลือเชื่อ ใครที่เป็นหูด ทดลองดูก็ได้
ชาลูกเดือย
เครื่องปรุง ลูกเดือย ๓ ถ้วย น้ำตาลทรายแดง
วิธีทำ นำลูกเดือยใส่หม้อใบใหญ่ เทน้ำลงไปประมาณ ๓ ลิตร ต้มให้เดือด แล้วราไฟ คนแล้วเคี่ยว ไปเรื่อยๆ จนลูกเดือยสุกนิ่มดี เคี่ยวต่อไป ให้น้ำเหลือ ประมาณ ๑ ลิตร ตักเอามา แต่น้ำดื่ม ถ้าชอบหวาน ให้ใส่น้ำตาลทรายแดงเล็กน้อย ดื่มเป็นชายามเช้า
หมายเหตุ ชาลูกเดือย เหมาะสำหรับ คนที่มีความดันเลือดสูง ไขมันเลือดสูง และ เป็นเบาหวาน (ถ้าเป็นเบาหวาน อย่าใส่น้ำตาลทรายแดง ให้เป็นภาระแก่ตับอ่อน) ให้ดื่ม ๑ ถ้วยกาแฟ ทุกเช้า จะช่วยควบคุม โรคดังกล่าว ได้ดีขึ้น* ข้อมูลจากนิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ ๗๓๕
กิริยา 3 ช่อง
abide abode abode อาศัยอยู่
arise arose arisen ลุกขึ้น
awake awakened/awoke awakened/awoken ตื่น
backbite backbit backbitten ลอบกัด
backslide backslid backslidden/ backslid เลื่อนกลับ
be was, were been เป็น,อยู่,คือ
bear bore born เกิด
bear bore born/borne แบก,ถือ
beat beat beaten/beat ตี
become became become กลายเป็น
befall befell befallen บังเกิดแก่
beget begot begotten นำมาซึ่ง
begin began begun เริ่มต้น
behold beheld beheld เห็น
bend bent bent งอ
bereave bereft bere ทำให้หมด(หวัง)
beseech besought besought อ้อนวอน
beset beset beset ห้อมล้อม
bespeak bespoke bespoken แสดง
bespread bespread bespread ปกคลุม,แผ่ออก
bestrew bestrewed bestrewn ทำเกลื่อนกลาด
bestride bestrode bestridden ขี่(ม้า)
bet bet/betted bet/betted พนัน
betake betook betaken นำ,พาไป
bethink bethought bethought พิจารณา
bid (farewell) bid/bade bidden บอก,เชิญ
bid (offer amount) bid bid ประมูลราคา
bide bit bitten กัด
bleed bled bled เลือดออก
blend blended/blent blended/blent ผสม,กลมกลืน
bless blest blest อวยพร
blow blew blown พัด,เป่า
break broke broken แตก
breed bred bred เลี้ยงดู
bring brought brough นำมา
broadcast broadcast/ broa กระจายเสียง
broadcasted broadcastedbrowbeat browbeat browbeaten/browbeat ขู่ตะคอก
build built built สร้าง
burn burned/burnt burned/burnt เผา
burst burst burst ระเบิด
buy bought bought ซื้อ
arise arose arisen ลุกขึ้น
awake awakened/awoke awakened/awoken ตื่น
backbite backbit backbitten ลอบกัด
backslide backslid backslidden/ backslid เลื่อนกลับ
be was, were been เป็น,อยู่,คือ
bear bore born เกิด
bear bore born/borne แบก,ถือ
beat beat beaten/beat ตี
become became become กลายเป็น
befall befell befallen บังเกิดแก่
beget begot begotten นำมาซึ่ง
begin began begun เริ่มต้น
behold beheld beheld เห็น
bend bent bent งอ
bereave bereft bere ทำให้หมด(หวัง)
beseech besought besought อ้อนวอน
beset beset beset ห้อมล้อม
bespeak bespoke bespoken แสดง
bespread bespread bespread ปกคลุม,แผ่ออก
bestrew bestrewed bestrewn ทำเกลื่อนกลาด
bestride bestrode bestridden ขี่(ม้า)
bet bet/betted bet/betted พนัน
betake betook betaken นำ,พาไป
bethink bethought bethought พิจารณา
bid (farewell) bid/bade bidden บอก,เชิญ
bid (offer amount) bid bid ประมูลราคา
bide bit bitten กัด
bleed bled bled เลือดออก
blend blended/blent blended/blent ผสม,กลมกลืน
bless blest blest อวยพร
blow blew blown พัด,เป่า
break broke broken แตก
breed bred bred เลี้ยงดู
bring brought brough นำมา
broadcast broadcast/ broa กระจายเสียง
broadcasted broadcastedbrowbeat browbeat browbeaten/browbeat ขู่ตะคอก
build built built สร้าง
burn burned/burnt burned/burnt เผา
burst burst burst ระเบิด
buy bought bought ซื้อ
รัก Love .......
-`๏’-ภาษาพม่า เรียกว่า จิตพาเด (chitpade)
-`๏’-เขมร เรียกว่า บองสรันโอน (BonsroIahnoon)
-`๏’-เวียดนาม เรียกว่า ตอยยิ่วเอ๋ม (Toiyueem)
-`๏’-มาเลเซีย เรียกว่า ซายาจินตามู (Sayacintamu)
-`๏’-อินโดนีเซีย เรียกว่า ซายาจินตาปาดามู (Sayacintapadamu)
-`๏’-ฟิลิปปินส์ เรียกว่า มาฮัลกะตา (Mahalkata)
-`๏’-ญี่ปุ่น เรียกว่า คิมิโอไอชิเตรุ (KimioaiXeru)
-`๏’-เกาหลี เรียกว่า โนรุยสะรังเฮ (No-ruisaranghae)
-`๏’-เยอรมัน เรียกว่า อิคช์ลิเบอดิกช์ (IchLiebeDich)
-`๏’-ฝรั่งเศส เรียกว่า เฌอแตม (Jetaime)
-`๏’-ฮอลแลนด์ (ดัชต์) เรียกว่า อิคเฮาฟาวน์เยา (Ikhouvanjou)
-`๏’-สวีเดน เรียกว่า ย็อกแอลสการ์เด (JagaLskardig)
-`๏’-อิตาลี เรียกว่า ติอโม (Tiamo)
-`๏’-สเปน เรียกว่า เตอเควียโร (Tequiero)
-`๏’-รัสเซีย เรียกว่า ยาวาสลุยบลิอู (YavasLiubliu)
-`๏’-โปรตุเกส เรียกว่า อโม-เท (Amo-te)
-`๏’-จีนกลาง เรียกว่า หว่ออ้ายหนี่ (Woaini)
-`๏’-จีนแคะ เรียกว่า ไหงอ้อยหงี (Ngaioingi)
-`๏’-ฮกเกี้ยน เรียกว่า อั๊วไอ้ลู่ (AuoaiLu)
-`๏’-ตุรกี เรียกว่า เซนีเซวีโยรัม (SeniSeviyorum)
-`๏’-เจ๊อแอะนา ก็แปลว่า ฉันรักเธอ ของชาวกระเหรี่ยง
I love you ภาษานอกใช้บอกรัก ถ้ายากนักภาษาจีนหว่ออ้ายหนี่ ข้อยฮักเจ้าภาษาลาวก็เท่ดี มาวันนี้ภาษาไทย ฉันรักเธอ
-`๏’-เขมร เรียกว่า บองสรันโอน (BonsroIahnoon)
-`๏’-เวียดนาม เรียกว่า ตอยยิ่วเอ๋ม (Toiyueem)
-`๏’-มาเลเซีย เรียกว่า ซายาจินตามู (Sayacintamu)
-`๏’-อินโดนีเซีย เรียกว่า ซายาจินตาปาดามู (Sayacintapadamu)
-`๏’-ฟิลิปปินส์ เรียกว่า มาฮัลกะตา (Mahalkata)
-`๏’-ญี่ปุ่น เรียกว่า คิมิโอไอชิเตรุ (KimioaiXeru)
-`๏’-เกาหลี เรียกว่า โนรุยสะรังเฮ (No-ruisaranghae)
-`๏’-เยอรมัน เรียกว่า อิคช์ลิเบอดิกช์ (IchLiebeDich)
-`๏’-ฝรั่งเศส เรียกว่า เฌอแตม (Jetaime)
-`๏’-ฮอลแลนด์ (ดัชต์) เรียกว่า อิคเฮาฟาวน์เยา (Ikhouvanjou)
-`๏’-สวีเดน เรียกว่า ย็อกแอลสการ์เด (JagaLskardig)
-`๏’-อิตาลี เรียกว่า ติอโม (Tiamo)
-`๏’-สเปน เรียกว่า เตอเควียโร (Tequiero)
-`๏’-รัสเซีย เรียกว่า ยาวาสลุยบลิอู (YavasLiubliu)
-`๏’-โปรตุเกส เรียกว่า อโม-เท (Amo-te)
-`๏’-จีนกลาง เรียกว่า หว่ออ้ายหนี่ (Woaini)
-`๏’-จีนแคะ เรียกว่า ไหงอ้อยหงี (Ngaioingi)
-`๏’-ฮกเกี้ยน เรียกว่า อั๊วไอ้ลู่ (AuoaiLu)
-`๏’-ตุรกี เรียกว่า เซนีเซวีโยรัม (SeniSeviyorum)
-`๏’-เจ๊อแอะนา ก็แปลว่า ฉันรักเธอ ของชาวกระเหรี่ยง
I love you ภาษานอกใช้บอกรัก ถ้ายากนักภาษาจีนหว่ออ้ายหนี่ ข้อยฮักเจ้าภาษาลาวก็เท่ดี มาวันนี้ภาษาไทย ฉันรักเธอ
วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เกาะสมุย
ประวัติความเป็นมาของเกาะสมุย
ประวัติความเป็นมาของเกาะสมุย ในต้นสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกาะสมุยเป็นเมืองส่งส่วยอากร ขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช โดยมีที่ว่าการเมืองอยู่ที่บ้านดอนแตง ใกล้วัดประเดิม หมู่ที่ 1 ตำบลหน้าเมืองอยู่ทางทิศใต้ของเกาะสมุยมีข้อความปรากฏใน หนังสือ "ชีวิวัฒน์" พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงนิพนธ์ไว้เป็นทำนอง รายงานการเสด็จ ตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีวอก พ.ศ. 2427 ได้กล่าวถึงเกาะสมุยในขณะนั้นใจความตอนหนึ่งว่า " ในหมู่บ้านเกาะสมุยนี้ ถ้าจะประมาณโรงเรือนราษฎรที่ตั้งอยู่ จะเป็นไทยประมาณ 400 หลังเศษ จีน 100 หลังเศษ เป็นจำนวนคนซึ่งประจำอยู่ ณ เกาะนั้น ไทยประมาณ 1,000 คนเศษ จีนสัก 600 คนเศษ คิดทั้งคนจรไปมาตั้งบ้างไปบ้าง จะเป็นคนรวมประมาณถึง 2,000 คน แต่คนในเกาะสมุยนั้น มาก ๆ น้อย ๆ เป็นคราว ๆ เป็นต้นว่าถึงฤดูสักเลก คนหลบหนีมา อยู่เกาะสมุยเป็นอันมาก ถ้าจะคิดในเวลาอย่างมากจะเป็นคนประมาณถึง 5,000-6,000 คน คนไทยนั้นเป็นคนชาวนอก กริยาน้ำใจ และเสียสละเป็นชาวนอก กริยา น้ำใจเสียสละ เป็นชาวนอกทั้งสิ้น มักจะบิดเบือน พูดจาไล่ไม่จนและเป็นคนเกรงกลัวอาญานายกดขี่ เป็นต้น ถ้าจะถามสิ่งใดก็พูดจาอ้อมค้อมวนเวียน ปิดบัง เป็นธรรมดา หาจริงยาก.....พวกนั้นมักจะเป็นชาติไหหลำทั้งสิ้น.....ฯลฯ " เมื่อเกาะสมุยเป็นเมืองส่งส่วยแก่เมืองนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ก็ส่งคนมาปกครองเกาะสมุย ความอีกตอนหนึ่งในชีวิวัฒน์กล่าวว่า " เกาะสมุยนี้ มีตำแหน่งผู้ว่าราชการเป็นพระคนหนึ่ง คือนายฉิม ญาติพระยานครที่ตายเสียแล้วในเวลาบัดนี้ไม่มีตัว พระสมุยผู้ว่าราชการ มีแต่ปลัดอยู่คนหนึ่งเรียกว่า หลวงสมุยเป็นคนแก่อายุมาก" ชาวเกาะสมุยมักจะเรียกเจ้าเมือง เกาะสมุยว่า "ตาหลวงหมุย" และการปกครองสมัยเดิม เจ้าเมืองแต่ละคนจะอยู่จนแก่เฒ่าและเมื่อตายไปแล้วจะแต่งตั้งบุตรชายเป็นเจ้าเมือง แทนต่อไป ในปี พ.ศ. 2427 ครั้งเมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดช ได้มาตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ทำให้ทราบว่า ชาวเกาะสมุยไม่อยากอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองนครศรีธรรมราชเพราะถูกกดขี่ข่มเหง ทำให้ชาวเกาะสมุยเกรงอาญา เจ้าพระยานคร ดังนั้นชาวเกาะสมุยจึงได้ร้องทุกข์กับ สมเด็จฯ กรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดช ต่อมาในคราวเดียวกันพระองค์ ทรงแวะเยี่ยมเยียนที่เมืองไชยา อันเป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งในสมัยนั้น ได้ทรงพบปะกับพระยาไชยา (ขำ ศรียาภัย) เจ้าเมือง (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวจีสัตยารักษ์) ก็ทรงชอบพออัธยาศัยของพระยาไชยามาก ด้วยเหตุนี้เองจึงได้ กราบทูลให้ พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงความต้องการของชาวเกาะสมุย จึงทำให้เกาะสมุยมาขึ้น กับเมืองไชยาด้วยเหตุนี้เอง ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2440 (ร.ศ. 116) ได้มีการจัดระบบการปกครองท้องถิ่นขึ้นใหม่ โดยยุบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ตั้งเป็น มณฑล จังหวัด และอำเภอเมืองเกาะสมุยกับเกาะพะงันถูกยุบรวมเป็นอำเภอเดียวกันและได้ส่งหลวงพิพิธอักษร(สิงห์ สุวรรณรักษ์) ไปเป็นนายอำเภอคนแรกของเกาะสมุย หลวงพิพิธอักษร เป็นทั้งนักบริหารและนักปกครองและนักพัฒนาที่ดี จึงเป็นที่ชื่นชอบของชาวเกาะสมุยมากและได้ ขนานนาม ท่านว่า "พ่อนาย" ท่านได้ย้ายที่ว่าการ จากบ้านดอนแตงมาตั้งที่บ้านหน้าทอน หมู่ที่ 3 ตำบลอ่างทอง (อันเป็นที่ตั้ง ของที่ว่าการอำเภอปัจจุบันนี้) ด้วยเห็นว่าที่บ้านหน้าทอน อยู่ใกล้กับที่ทำการของเมืองไชยา มีอ่าวจอดเรือที่ดีและท่านได้สละที่ดิน น ส่วนตัว จำนวน 6 ไร่ ให้เป็นที่ตั้งที่ว่าการ อำเภอในปี พ.ศ.2449 แต่ตัวอาคารที่ว่าการอำเภอเป็นแบบสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2468 หลวงพิพิธอักษร ได้รับพระราชทานยศเป็น พระยาเจริญราชภักดี ดำรงตำแหน่งนายอำเภอตั้งแต่ พ.ศ.2440-พ.ศ.2471 รวมเวลานานถึง 31 ปี จึงได้ลาออกรับบำนาญและถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 84 ปี ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2482 ครั้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จประพาสเกาะสมุย และได้ทรงปรารภถึงความเก่าแก่ ของอาคารที่ว่าการอำเภอ และทรงเห็นว่าสมควรจะสร้างใหม่ได้แล้วดังนั้นทางอำเภอจึงได้ของบประมาณไปยังส่วนกลางจนกระทั่งปี พ.ศ.2514 ได้รับ งบประมาณ เป็นเงิน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)โดยให้สร้างแบบอาคารไม้สองชั้นทางอำเภอพิจารณาเห็นว่าเกาะสมุย เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศไปเที่ยวปีละมาก ๆ จึงได้ขอทบทวนใหม่ในปี พ.ศ.2516 และได้รับงบประมาณในปี พ.ศ. 2518 และสร้างเสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ.2519 ลักษณะของอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวตึก 2 ชั้น การคมนาคมบนเกาะสมุยในสมัยก่อนปี 2510 เป็นไปด้วยความยากลำบากท่านนายอำเภอดิลก สุทธิกลม จึงดำริที่จะ ปรับปรุงถนนบนเกาะสมุยให้ดีขึ้น และได้ตัดถนนให้รอบเกาะซึ่งแต่เดิมยังไม่รอบ ตรงจุดบริเวณอ่าวละไมไปสู่ตำบลบ่อผุดโดยจะ ต้องข้ามภูเขาลูกหนึ่ง คือ เขาหมาแหงน ภูเขาลูกนี้เคยเปรียบเสมือนหนึ่งปราการยักษ์ที่แยกชาวตำบลมะเร็ตกับตำบลบ่อผุด ให้อยู่ห่างไกลกัน เพราะว่าถนนรอบเกาะที่สร้างกันมาเรื่อยๆ นั้น เมื่อมาถึงเขาหมาแหงนก็ไม่สามารถจะสร้างถนนผ่านไปได้ เพราะไม่สามารถพิชิตภูเขานี้ได้ ดังนั้นเมื่อก่อนถนนรอบเกาะสมุยจึงไม่รอบเกาะ ทางด้านเหนือก็ผ่านมาทางตำบลแม่น้ำ เรื่อยมา จนถึงตำบลบ่อผุดก็สุดทาง ส่วนทางด้านใต้มาจนถึงตำบลมะเร็ตจดเชิงหมาแหงน ก็หมดทางเช่นกันชาวมะเร็ตและชาวบ่อผุด จึงดูห่างไกลกันเหลือเกินทั้ง ๆ ที่อยู่ติดกันแท้ ๆ มีผู้ที่พยายามตัดถนนข้ามเขาหมาแหงนนี้หลายครั้ง ทั้งนายอำเภอคนก่อน ๆ และทั้งพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า พระครูสมุห์เลียบ ซึ่งชาวเกาะสมุยเรียกติดปากว่า "พระนักทำ" ซึ่งท่านพระครูองค์นี้ได้ช่วยสร้างถนนทำประโยชน์ให้แก่ ชาวเกาะสมุยมาก เมื่อท่านลงมือทำอะไรก็มีชาวบ้านมาช่วยกันมากมาย เมื่อมีใครต่อใครพยามสร้างทางข้ามเขาหมาแหงน หลายครั้งไม่สำเร็จ ท่านก็ลงมือทำบ้างมีชาวบ้านทั้งจากตำบลมะเร็ตและตำบลบ่อผุดมาช่วยกันมากมายพยายามตัดทางข้าม เขาหมาแหงน อยู่นานถึง 4 เดือนก็ไม่สำเร็จต้องเลิกไป ปล่อยให้เขาหมาแหงนเป็นอุปสรรคขวางกั้นการไปมาต่อไป ต่อมาเมื่อปลายปี พ.ศ.2510 อำเภอเกาะสมุยได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมการพัฒนาภาคใต้อันมี ฯ พณ ฯ พันเอกถนัด คอร์มัน เป็นประธานคณะกรรมการ ได้มอบรถแทรกเตอร์ ที.ดี.4 ให้เกาะสมุยหนึ่งคัน พอถึงเกาะสมุย นายอำเภอ ดิลก สุทธิกลม (สมัยนั้น) ได้นำรถแทรกเตอร์คันนั้นไปปรับถนน บริเวณเขาหมาแหงนทันที ทั้งนี้โดยได้นิมนต์ พระมหาพิมล ฐานสุนทโร เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ต.ตลิ่งงามไปร่วมงานสร้างถนนนี้ด้วย เพราะ พระมหาพิมล เป็นที่เคารพขอชาวเกาะสมุยมาก เมื่อท่านร่วมมือด้วยชาวบ้านก็มาช่วยกันเป็นจำนวนมาก จากนั้นการตัดทาง เชื่อมตำบลมะเร็ตกับตำบลบ่อผุดโดยผ่านเขาหมาแหงนก็เริ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2510 เป็นต้นมา งานตัดถนนผ่านเขา หมาแหงนนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องระเบิดภูเขาจำนวนมาก ในปี 2512 เมื่อกรป.กลาง จัดส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ออกปฎิบัติการที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้รับการขอร้อง จากนายอำเภอ ให้สนับสนุนเครื่องมือในการทำทางก่อสร้างถนนรอบเกาะสมุย เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้าไปยัง ท่าเรือซึ่ง กรป.กลาง ได้จัดส่งชุดเครื่องมือหนัก ประกอบด้วยรถเครื่องจักรทุ่นแรง จำนวน 5 คัน ไปดำเนินการปรับปรุงขยาย ผิวจราจร ให้ แต่การปรับปรุงและขยายผิวจราจรก็ดำเนนไปได้ไม่เร็วเท่าที่ควร เพราะเครื่องมือไม่เพียงพอ วันที่ 29 เมษายน 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จ ประพาสเกาะสมุย เป็นการส่วนพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ณ บริเวณศาลาคอย อ่าวเฉวง ต่อมาในปลายปี 2515 ได้เกิดอุทกภัยกระหน่ำภาคใต้อย่างรุนแรง ในหลายจังหวัดโดยเฉพาะเกาะสมุย ได้รับความ เสียหายอย่างหนัก มีเรือล่มถึง23 ลำ บ้านเรือนราษฎรพังเสียหาย 581 หลัง ต้นมะพร้าวโค่นล้มประมาณ 57,000 ต้น และต้นทุเรียนกว่า 8,000 ต้น คิดค่าเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 31 ล้านบาท เป็นเหตุให้ภาวะทางเศรษฐกิจของเกาะสมุย ทรุดตัวลงเป็นอย่างมาก กรป.กลาง จึงได้จัดส่งชุดทหารช่างก่อสร้าง ออกเดินทางมายังเกาะสมุยในต้นปี 2516 เพื่อปฎิบัติการ ฟื้นฟูและก่อสร้างเส้นทางรอบเกาะสมุย โดยเริ่มปฎิบัติการฟื้นฟูเกาะสมุยและก่อสร้างเส้นทางโดยทันที ซึ่งปรากฎว่าการปฎิบัติงาน ในระยะเริ่มต้นเป็นไปได้ไม่รวดเร็วเท่าที่ควร เนื่องจากสภาพภูมิอากาศ คือมีฤดูฝนถึง 6 เดือน และเป็นฝนชนิดที่ตกอย่างไม่มีเค้า บางวันไม่สามารถจะปฎิบัติงานได้ ยิ่งกว่านั้นการตัดถนนผ่านภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและโขดหินจำเป็นต้องอาศัยการระเบิดหิน เป็นส่วนใหญ่ แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนก็มิได้ท้อถอย คงพยายามปฎิบัติงานไปโดยเต็มความสามารถ อย่างไม่หยุดยั้ง ในปี พ.ศ. 2516 พลอากาศเอกทวี จุลทรัพย์ ได้สั่งให้หน่วยทหารช่างก่อสร้างที่ 4 ซึ่งมีเครื่องมือที่สมบูรณ์กว่า ดำเนินการทดแทน ชุดทหารช่างก่อสร้างเกาะสมุยชุดเดิม หน่วยทหารช่างก่อสร้างที่ 4 ได้เคลื่อนย้ายเครื่องมือหนักเข้าที ตั้งบน เกาะสมุยโดยทันที และเริ่มการก่อสร้างถนนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2516 เป็นต้นมา ถนนรอบเกาะสมุยที่หน่วยทหารช่างก่อสร้าง ที่ 4 ดำเนนการสร้างนี้ มีระยะทางยาวทั้งสิ้น 50.228 กิโลเมตร เป็นถนนมาตรฐานอัดดินแน่นเขตทางกว้าง 12 เมตร ซึ่งมี ผิวจราจรกว้าง 6 เมตร กับไหล่ทางกว้างอีกข้างละ 1 เมตร ได้เริ่มตั้งต้นก่อสร้างจากหน้าที่ว่าการอำเภอเกาะสมุยลงไปทางใต้ ผ่านพื้นที่ตำบลอ่างทอง, ตำบลลิปะน้อย, ตำบลตลิ่งงาม, ตำบลหน้าเมืองจนถึงบ้านหัวถนน แล้ววกไปทางทิศตะวันออกผ่านตำบล มะเร็ตไปช่องเขาหมาแหงนทางทิศตะวันออก ต่อไปยังอ่าวท้องตะเคียน ช่องบุญตา พุ่งขึ้นไปทางทิศเหนือ ถึงตำบลบ่อผุด แล้วเลยไปทางทิศเหนือของเกาะสมุย ผ่านตำบลแม่น้ำ ไปเขาแหลมใหญ่ แล้วจึงวกกลับมาบรรจบกันกับจุดเริ่มต้น ณ ที่ว่าการ อำเภอเกาะสมุยซึ่งอยู่ที่ตำบลอ่างทอง นับว่าถนนสายนี้ตัดผ่านทุกตำบล โดยเฉพาะทางด้านทิศใต้กับทิศเหนือตัดผ่านหมู่บ้าน ริมทะเล ที่มีทิวทัศน์อันสวยสดงดงาม โดยตั้งชื่อถนนรอบเกาะสมุยว่า "ถนนทวีราษฎร์ภักดี" ตามโครงการ และแผนที่ได้สำรวจ และประมาณการไว้นั้น ถนนสายนี้จะต้องสร้างสะพาน 15 แห่ง เป็นสะพานคอนกรีต เสริมเหล็ก 3 สะพาน สะพานไม้ 12 สะพาน รวมความยาวของสะพานทั้งสิ้น 190 เมตร งานวางท่อระบายน้ำ 160 แห่ง และมีงาน ระเบิดหินบริเวณช่องเขาหมาแหงน ระหว่างท้องตะเคียน ถึงบ้านเฉวงน้อย อีกระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร การสร้างทางรอบเกาะสมุยนี้มีอุปสรรคอยู่หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศในภาคใต้ ซึ่งมีฝนตกอยู่เสมอเกือบตลอดปี นอกจากนั้นเส้นทางนี้ยังมีแหล่งลูกรังจำกัด ต้องขนลูกรังในระยะทางไกลประกอบกับเส้นทางที่ ตัดผ่านเขาหมาแหงนเลียบชายฝั่งทะเล เป็นบริเวณที่ยากแก่การทำถนนเพระต้องใช้ดินระเบิดทำการระเบิดหินก้อนใหญ่ ๆ หลาย ลูกติดกันในระยะทางยาวเกือบ 3 กิโลเมตร ในการก่อสร้างถนนรอบเกาะสมุย ของหน่วยทหารช่างก่อสร้างที่ 4 แม้จะประสบกับ อุปสรรคหลายประการ แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น และประชาชนชาว เกาะสมุยเป็นอย่างดีในทุกๆ ด้าน ตลอดมา ทำให้การปฏิบัติงานสามารถฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ลุล่วงไปด้วยดี
ประวัติความเป็นมาของเกาะสมุย ในต้นสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกาะสมุยเป็นเมืองส่งส่วยอากร ขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช โดยมีที่ว่าการเมืองอยู่ที่บ้านดอนแตง ใกล้วัดประเดิม หมู่ที่ 1 ตำบลหน้าเมืองอยู่ทางทิศใต้ของเกาะสมุยมีข้อความปรากฏใน หนังสือ "ชีวิวัฒน์" พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงนิพนธ์ไว้เป็นทำนอง รายงานการเสด็จ ตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีวอก พ.ศ. 2427 ได้กล่าวถึงเกาะสมุยในขณะนั้นใจความตอนหนึ่งว่า " ในหมู่บ้านเกาะสมุยนี้ ถ้าจะประมาณโรงเรือนราษฎรที่ตั้งอยู่ จะเป็นไทยประมาณ 400 หลังเศษ จีน 100 หลังเศษ เป็นจำนวนคนซึ่งประจำอยู่ ณ เกาะนั้น ไทยประมาณ 1,000 คนเศษ จีนสัก 600 คนเศษ คิดทั้งคนจรไปมาตั้งบ้างไปบ้าง จะเป็นคนรวมประมาณถึง 2,000 คน แต่คนในเกาะสมุยนั้น มาก ๆ น้อย ๆ เป็นคราว ๆ เป็นต้นว่าถึงฤดูสักเลก คนหลบหนีมา อยู่เกาะสมุยเป็นอันมาก ถ้าจะคิดในเวลาอย่างมากจะเป็นคนประมาณถึง 5,000-6,000 คน คนไทยนั้นเป็นคนชาวนอก กริยาน้ำใจ และเสียสละเป็นชาวนอก กริยา น้ำใจเสียสละ เป็นชาวนอกทั้งสิ้น มักจะบิดเบือน พูดจาไล่ไม่จนและเป็นคนเกรงกลัวอาญานายกดขี่ เป็นต้น ถ้าจะถามสิ่งใดก็พูดจาอ้อมค้อมวนเวียน ปิดบัง เป็นธรรมดา หาจริงยาก.....พวกนั้นมักจะเป็นชาติไหหลำทั้งสิ้น.....ฯลฯ " เมื่อเกาะสมุยเป็นเมืองส่งส่วยแก่เมืองนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ก็ส่งคนมาปกครองเกาะสมุย ความอีกตอนหนึ่งในชีวิวัฒน์กล่าวว่า " เกาะสมุยนี้ มีตำแหน่งผู้ว่าราชการเป็นพระคนหนึ่ง คือนายฉิม ญาติพระยานครที่ตายเสียแล้วในเวลาบัดนี้ไม่มีตัว พระสมุยผู้ว่าราชการ มีแต่ปลัดอยู่คนหนึ่งเรียกว่า หลวงสมุยเป็นคนแก่อายุมาก" ชาวเกาะสมุยมักจะเรียกเจ้าเมือง เกาะสมุยว่า "ตาหลวงหมุย" และการปกครองสมัยเดิม เจ้าเมืองแต่ละคนจะอยู่จนแก่เฒ่าและเมื่อตายไปแล้วจะแต่งตั้งบุตรชายเป็นเจ้าเมือง แทนต่อไป ในปี พ.ศ. 2427 ครั้งเมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดช ได้มาตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ทำให้ทราบว่า ชาวเกาะสมุยไม่อยากอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองนครศรีธรรมราชเพราะถูกกดขี่ข่มเหง ทำให้ชาวเกาะสมุยเกรงอาญา เจ้าพระยานคร ดังนั้นชาวเกาะสมุยจึงได้ร้องทุกข์กับ สมเด็จฯ กรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดช ต่อมาในคราวเดียวกันพระองค์ ทรงแวะเยี่ยมเยียนที่เมืองไชยา อันเป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งในสมัยนั้น ได้ทรงพบปะกับพระยาไชยา (ขำ ศรียาภัย) เจ้าเมือง (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวจีสัตยารักษ์) ก็ทรงชอบพออัธยาศัยของพระยาไชยามาก ด้วยเหตุนี้เองจึงได้ กราบทูลให้ พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงความต้องการของชาวเกาะสมุย จึงทำให้เกาะสมุยมาขึ้น กับเมืองไชยาด้วยเหตุนี้เอง ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2440 (ร.ศ. 116) ได้มีการจัดระบบการปกครองท้องถิ่นขึ้นใหม่ โดยยุบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ตั้งเป็น มณฑล จังหวัด และอำเภอเมืองเกาะสมุยกับเกาะพะงันถูกยุบรวมเป็นอำเภอเดียวกันและได้ส่งหลวงพิพิธอักษร(สิงห์ สุวรรณรักษ์) ไปเป็นนายอำเภอคนแรกของเกาะสมุย หลวงพิพิธอักษร เป็นทั้งนักบริหารและนักปกครองและนักพัฒนาที่ดี จึงเป็นที่ชื่นชอบของชาวเกาะสมุยมากและได้ ขนานนาม ท่านว่า "พ่อนาย" ท่านได้ย้ายที่ว่าการ จากบ้านดอนแตงมาตั้งที่บ้านหน้าทอน หมู่ที่ 3 ตำบลอ่างทอง (อันเป็นที่ตั้ง ของที่ว่าการอำเภอปัจจุบันนี้) ด้วยเห็นว่าที่บ้านหน้าทอน อยู่ใกล้กับที่ทำการของเมืองไชยา มีอ่าวจอดเรือที่ดีและท่านได้สละที่ดิน น ส่วนตัว จำนวน 6 ไร่ ให้เป็นที่ตั้งที่ว่าการ อำเภอในปี พ.ศ.2449 แต่ตัวอาคารที่ว่าการอำเภอเป็นแบบสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2468 หลวงพิพิธอักษร ได้รับพระราชทานยศเป็น พระยาเจริญราชภักดี ดำรงตำแหน่งนายอำเภอตั้งแต่ พ.ศ.2440-พ.ศ.2471 รวมเวลานานถึง 31 ปี จึงได้ลาออกรับบำนาญและถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 84 ปี ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2482 ครั้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จประพาสเกาะสมุย และได้ทรงปรารภถึงความเก่าแก่ ของอาคารที่ว่าการอำเภอ และทรงเห็นว่าสมควรจะสร้างใหม่ได้แล้วดังนั้นทางอำเภอจึงได้ของบประมาณไปยังส่วนกลางจนกระทั่งปี พ.ศ.2514 ได้รับ งบประมาณ เป็นเงิน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)โดยให้สร้างแบบอาคารไม้สองชั้นทางอำเภอพิจารณาเห็นว่าเกาะสมุย เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศไปเที่ยวปีละมาก ๆ จึงได้ขอทบทวนใหม่ในปี พ.ศ.2516 และได้รับงบประมาณในปี พ.ศ. 2518 และสร้างเสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ.2519 ลักษณะของอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวตึก 2 ชั้น การคมนาคมบนเกาะสมุยในสมัยก่อนปี 2510 เป็นไปด้วยความยากลำบากท่านนายอำเภอดิลก สุทธิกลม จึงดำริที่จะ ปรับปรุงถนนบนเกาะสมุยให้ดีขึ้น และได้ตัดถนนให้รอบเกาะซึ่งแต่เดิมยังไม่รอบ ตรงจุดบริเวณอ่าวละไมไปสู่ตำบลบ่อผุดโดยจะ ต้องข้ามภูเขาลูกหนึ่ง คือ เขาหมาแหงน ภูเขาลูกนี้เคยเปรียบเสมือนหนึ่งปราการยักษ์ที่แยกชาวตำบลมะเร็ตกับตำบลบ่อผุด ให้อยู่ห่างไกลกัน เพราะว่าถนนรอบเกาะที่สร้างกันมาเรื่อยๆ นั้น เมื่อมาถึงเขาหมาแหงนก็ไม่สามารถจะสร้างถนนผ่านไปได้ เพราะไม่สามารถพิชิตภูเขานี้ได้ ดังนั้นเมื่อก่อนถนนรอบเกาะสมุยจึงไม่รอบเกาะ ทางด้านเหนือก็ผ่านมาทางตำบลแม่น้ำ เรื่อยมา จนถึงตำบลบ่อผุดก็สุดทาง ส่วนทางด้านใต้มาจนถึงตำบลมะเร็ตจดเชิงหมาแหงน ก็หมดทางเช่นกันชาวมะเร็ตและชาวบ่อผุด จึงดูห่างไกลกันเหลือเกินทั้ง ๆ ที่อยู่ติดกันแท้ ๆ มีผู้ที่พยายามตัดถนนข้ามเขาหมาแหงนนี้หลายครั้ง ทั้งนายอำเภอคนก่อน ๆ และทั้งพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า พระครูสมุห์เลียบ ซึ่งชาวเกาะสมุยเรียกติดปากว่า "พระนักทำ" ซึ่งท่านพระครูองค์นี้ได้ช่วยสร้างถนนทำประโยชน์ให้แก่ ชาวเกาะสมุยมาก เมื่อท่านลงมือทำอะไรก็มีชาวบ้านมาช่วยกันมากมาย เมื่อมีใครต่อใครพยามสร้างทางข้ามเขาหมาแหงน หลายครั้งไม่สำเร็จ ท่านก็ลงมือทำบ้างมีชาวบ้านทั้งจากตำบลมะเร็ตและตำบลบ่อผุดมาช่วยกันมากมายพยายามตัดทางข้าม เขาหมาแหงน อยู่นานถึง 4 เดือนก็ไม่สำเร็จต้องเลิกไป ปล่อยให้เขาหมาแหงนเป็นอุปสรรคขวางกั้นการไปมาต่อไป ต่อมาเมื่อปลายปี พ.ศ.2510 อำเภอเกาะสมุยได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมการพัฒนาภาคใต้อันมี ฯ พณ ฯ พันเอกถนัด คอร์มัน เป็นประธานคณะกรรมการ ได้มอบรถแทรกเตอร์ ที.ดี.4 ให้เกาะสมุยหนึ่งคัน พอถึงเกาะสมุย นายอำเภอ ดิลก สุทธิกลม (สมัยนั้น) ได้นำรถแทรกเตอร์คันนั้นไปปรับถนน บริเวณเขาหมาแหงนทันที ทั้งนี้โดยได้นิมนต์ พระมหาพิมล ฐานสุนทโร เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ต.ตลิ่งงามไปร่วมงานสร้างถนนนี้ด้วย เพราะ พระมหาพิมล เป็นที่เคารพขอชาวเกาะสมุยมาก เมื่อท่านร่วมมือด้วยชาวบ้านก็มาช่วยกันเป็นจำนวนมาก จากนั้นการตัดทาง เชื่อมตำบลมะเร็ตกับตำบลบ่อผุดโดยผ่านเขาหมาแหงนก็เริ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2510 เป็นต้นมา งานตัดถนนผ่านเขา หมาแหงนนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องระเบิดภูเขาจำนวนมาก ในปี 2512 เมื่อกรป.กลาง จัดส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ออกปฎิบัติการที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้รับการขอร้อง จากนายอำเภอ ให้สนับสนุนเครื่องมือในการทำทางก่อสร้างถนนรอบเกาะสมุย เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้าไปยัง ท่าเรือซึ่ง กรป.กลาง ได้จัดส่งชุดเครื่องมือหนัก ประกอบด้วยรถเครื่องจักรทุ่นแรง จำนวน 5 คัน ไปดำเนินการปรับปรุงขยาย ผิวจราจร ให้ แต่การปรับปรุงและขยายผิวจราจรก็ดำเนนไปได้ไม่เร็วเท่าที่ควร เพราะเครื่องมือไม่เพียงพอ วันที่ 29 เมษายน 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จ ประพาสเกาะสมุย เป็นการส่วนพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ณ บริเวณศาลาคอย อ่าวเฉวง ต่อมาในปลายปี 2515 ได้เกิดอุทกภัยกระหน่ำภาคใต้อย่างรุนแรง ในหลายจังหวัดโดยเฉพาะเกาะสมุย ได้รับความ เสียหายอย่างหนัก มีเรือล่มถึง23 ลำ บ้านเรือนราษฎรพังเสียหาย 581 หลัง ต้นมะพร้าวโค่นล้มประมาณ 57,000 ต้น และต้นทุเรียนกว่า 8,000 ต้น คิดค่าเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 31 ล้านบาท เป็นเหตุให้ภาวะทางเศรษฐกิจของเกาะสมุย ทรุดตัวลงเป็นอย่างมาก กรป.กลาง จึงได้จัดส่งชุดทหารช่างก่อสร้าง ออกเดินทางมายังเกาะสมุยในต้นปี 2516 เพื่อปฎิบัติการ ฟื้นฟูและก่อสร้างเส้นทางรอบเกาะสมุย โดยเริ่มปฎิบัติการฟื้นฟูเกาะสมุยและก่อสร้างเส้นทางโดยทันที ซึ่งปรากฎว่าการปฎิบัติงาน ในระยะเริ่มต้นเป็นไปได้ไม่รวดเร็วเท่าที่ควร เนื่องจากสภาพภูมิอากาศ คือมีฤดูฝนถึง 6 เดือน และเป็นฝนชนิดที่ตกอย่างไม่มีเค้า บางวันไม่สามารถจะปฎิบัติงานได้ ยิ่งกว่านั้นการตัดถนนผ่านภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและโขดหินจำเป็นต้องอาศัยการระเบิดหิน เป็นส่วนใหญ่ แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนก็มิได้ท้อถอย คงพยายามปฎิบัติงานไปโดยเต็มความสามารถ อย่างไม่หยุดยั้ง ในปี พ.ศ. 2516 พลอากาศเอกทวี จุลทรัพย์ ได้สั่งให้หน่วยทหารช่างก่อสร้างที่ 4 ซึ่งมีเครื่องมือที่สมบูรณ์กว่า ดำเนินการทดแทน ชุดทหารช่างก่อสร้างเกาะสมุยชุดเดิม หน่วยทหารช่างก่อสร้างที่ 4 ได้เคลื่อนย้ายเครื่องมือหนักเข้าที ตั้งบน เกาะสมุยโดยทันที และเริ่มการก่อสร้างถนนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2516 เป็นต้นมา ถนนรอบเกาะสมุยที่หน่วยทหารช่างก่อสร้าง ที่ 4 ดำเนนการสร้างนี้ มีระยะทางยาวทั้งสิ้น 50.228 กิโลเมตร เป็นถนนมาตรฐานอัดดินแน่นเขตทางกว้าง 12 เมตร ซึ่งมี ผิวจราจรกว้าง 6 เมตร กับไหล่ทางกว้างอีกข้างละ 1 เมตร ได้เริ่มตั้งต้นก่อสร้างจากหน้าที่ว่าการอำเภอเกาะสมุยลงไปทางใต้ ผ่านพื้นที่ตำบลอ่างทอง, ตำบลลิปะน้อย, ตำบลตลิ่งงาม, ตำบลหน้าเมืองจนถึงบ้านหัวถนน แล้ววกไปทางทิศตะวันออกผ่านตำบล มะเร็ตไปช่องเขาหมาแหงนทางทิศตะวันออก ต่อไปยังอ่าวท้องตะเคียน ช่องบุญตา พุ่งขึ้นไปทางทิศเหนือ ถึงตำบลบ่อผุด แล้วเลยไปทางทิศเหนือของเกาะสมุย ผ่านตำบลแม่น้ำ ไปเขาแหลมใหญ่ แล้วจึงวกกลับมาบรรจบกันกับจุดเริ่มต้น ณ ที่ว่าการ อำเภอเกาะสมุยซึ่งอยู่ที่ตำบลอ่างทอง นับว่าถนนสายนี้ตัดผ่านทุกตำบล โดยเฉพาะทางด้านทิศใต้กับทิศเหนือตัดผ่านหมู่บ้าน ริมทะเล ที่มีทิวทัศน์อันสวยสดงดงาม โดยตั้งชื่อถนนรอบเกาะสมุยว่า "ถนนทวีราษฎร์ภักดี" ตามโครงการ และแผนที่ได้สำรวจ และประมาณการไว้นั้น ถนนสายนี้จะต้องสร้างสะพาน 15 แห่ง เป็นสะพานคอนกรีต เสริมเหล็ก 3 สะพาน สะพานไม้ 12 สะพาน รวมความยาวของสะพานทั้งสิ้น 190 เมตร งานวางท่อระบายน้ำ 160 แห่ง และมีงาน ระเบิดหินบริเวณช่องเขาหมาแหงน ระหว่างท้องตะเคียน ถึงบ้านเฉวงน้อย อีกระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร การสร้างทางรอบเกาะสมุยนี้มีอุปสรรคอยู่หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศในภาคใต้ ซึ่งมีฝนตกอยู่เสมอเกือบตลอดปี นอกจากนั้นเส้นทางนี้ยังมีแหล่งลูกรังจำกัด ต้องขนลูกรังในระยะทางไกลประกอบกับเส้นทางที่ ตัดผ่านเขาหมาแหงนเลียบชายฝั่งทะเล เป็นบริเวณที่ยากแก่การทำถนนเพระต้องใช้ดินระเบิดทำการระเบิดหินก้อนใหญ่ ๆ หลาย ลูกติดกันในระยะทางยาวเกือบ 3 กิโลเมตร ในการก่อสร้างถนนรอบเกาะสมุย ของหน่วยทหารช่างก่อสร้างที่ 4 แม้จะประสบกับ อุปสรรคหลายประการ แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น และประชาชนชาว เกาะสมุยเป็นอย่างดีในทุกๆ ด้าน ตลอดมา ทำให้การปฏิบัติงานสามารถฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ลุล่วงไปด้วยดี
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)






